<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Factory Guideline &#187; มีอะไรในปี 2556</title>
	<atom:link href="https://factoryguideline.com/category/%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%b5-2556/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://factoryguideline.com</link>
	<description>factoryguideline.com ครบเครื่องเรื่องอุตสาหกรรม</description>
	<lastBuildDate>Tue, 15 Oct 2019 16:36:41 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=4.2.38</generator>
	<item>
		<title>บริดจสโตนลงทุนกว่า 900 ล้านบาท พัฒนาฐานการผลิตในไทย</title>
		<link>https://factoryguideline.com/%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b8%aa%e0%b9%82%e0%b8%95%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2-900-%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2/</link>
		<comments>https://factoryguideline.com/%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b8%aa%e0%b9%82%e0%b8%95%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2-900-%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 03 May 2014 15:25:19 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[Nongluck Boonsook]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[มีอะไรในปี 2556]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://factoryguideline.com/?p=1860</guid>
		<description><![CDATA[นึ่งในผู้นำธุรกิจยางรถยนต์ “บริดจสโตน” ทุ่มงบประมาณกว่า 900 ล้านบาทไทย ตั้งฐานการผลิตแห่งใหม่ในประเทศ ผลิตสายพานลำเอียง จากผลคาดการณ์แนวโน้มความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นในระยะยาว เนื่องจากอุตสาหกรรมเหมืองแร่ทั่วโลกขยายตัวอย่างต่อเนื่อง บริษัท บริดจสโตน เอ็นซีอาร์ จำกัด (BSNCR) บ.ในเครือของบริษัท บริดจสโตน คอร์ปอเรชั่น (ประเทศญี่ปุ่น)ฯ เผยว่าทางบริษัทแม่วางแผนการลงทุนให้ประเทศไทยเป็นอีกหนึ่งฐานการผลิตของบริษัท เพราะฐานการผลิตสายพานลำเลียง (Conveyor Belt) เดิมอาจไม่เพียงพอต่อความต้องการของภาคธุรกิจเหมืองแร่ทั่วโลกที่ค่อย ๆ ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยฐานการผลิตสายพานลำเอียงแห่งแรกของประเทศไทยจะตั้งที่จังหวัดระยอง สำหรับสาเหตุที่ตัดสินใจเพิ่มฐานการผลิตในประเทศไทยแล้ว ยังมองอีกว่า การเพิ่มฐานการผลิตจะส่งผลดีในระยะกลางและระยะยาว เนื่องจากการเติบโตของอุตสาหกรรมเหมืองแร่ และเสริมความแข็งแกร่งด้านระบบการผลิต และสรรหาสายพานลำเอียง หากไม่เพิ่มฐานการผลิตแล้วมุ่งเรื่องการเสริมความแข็งแกร่งของสายพานลำเลียงเพียงอย่างเดียว คงไม่เพียงพอต่อความต้องการของทั่วโลก และจะส่งผลเสียต่อบริษัทมากกว่า การลงทุนครั้งนี้ผู้บริหารได้ทำการศึกษาความต้องการของตลาดโลกเป็นอย่างดี และการคาดการณ์แนวโน้มในอนาคตนี้ มองว่าไม่น่าจะผิดพลาดหรือผิดจากการคาดเดา เพราะความต้องการใช้แร่ต่าง ๆ ทั่วโลกได้เพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน ถ้าภาคอุตสาหกรรมเหมืองแร่ไม่ขยายตัวแล้ว น่าจะส่งผลต่อความต้องการของผู้บริโภครายอื่น ๆ อีกมากมาย เรียกว่าเป็นผลกระทบลูกโซ่ที่ต้องเร่งพัฒนาและขยายให้เพียงพอต่อความต้องการใช้งาน และเมื่อเปิดอาเซียนแล้วการลงทุนภาคอุตสาหกรรมน่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในทางบวกด้วย ขอบคุณข้อมูล : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ /สถาบันยานยนต์]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><span style="line-height: 1.5em;"><span class="dropcap "><span style="color: #ffffff;"><strong>ห</strong></span></span>นึ่งในผู้นำธุรกิจยางรถยนต์ <em><span style="color: #ff6600;">“บริดจสโตน”</span> </em>ทุ่มงบประมาณกว่า 900 ล้านบาทไทย ตั้งฐานการผลิตแห่งใหม่ในประเทศ ผลิตสายพานลำเอียง จากผลคาดการณ์แนวโน้มความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นในระยะยาว เนื่องจากอุตสาหกรรมเหมืองแร่ทั่วโลกขยายตัวอย่างต่อเนื่อง</span></p>
<p style="text-align: justify;"><em><span style="color: #ff6600;">บริษัท บริดจสโตน เอ็นซีอาร์ จำกัด</span></em> (BSNCR) บ.ในเครือของ<span style="color: #ff6600;"><em>บริษัท บริดจสโตน คอร์ปอเรชั่น (ประเทศญี่ปุ่น)ฯ</em></span> เผยว่าทางบริษัทแม่วางแผนการลงทุนให้ประเทศไทยเป็นอีกหนึ่งฐานการผลิตของบริษัท เพราะฐานการผลิตสายพานลำเลียง (Conveyor Belt) เดิมอาจไม่เพียงพอต่อความต้องการของภาคธุรกิจเหมืองแร่ทั่วโลกที่ค่อย ๆ ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยฐานการผลิตสายพานลำเอียงแห่งแรกของประเทศไทยจะตั้งที่จังหวัดระยอง สำหรับสาเหตุที่ตัดสินใจเพิ่มฐานการผลิตในประเทศไทยแล้ว ยังมองอีกว่า การเพิ่มฐานการผลิตจะส่งผลดีในระยะกลางและระยะยาว เนื่องจากการเติบโตของอุตสาหกรรมเหมืองแร่ และเสริมความแข็งแกร่งด้านระบบการผลิต และสรรหาสายพานลำเอียง</p>
<p style="text-align: justify;">หากไม่เพิ่มฐานการผลิตแล้วมุ่งเรื่องการเสริมความแข็งแกร่งของสายพานลำเลียงเพียงอย่างเดียว คงไม่เพียงพอต่อความต้องการของทั่วโลก และจะส่งผลเสียต่อบริษัทมากกว่า การลงทุนครั้งนี้ผู้บริหารได้ทำการศึกษาความต้องการของตลาดโลกเป็นอย่างดี และการคาดการณ์แนวโน้มในอนาคตนี้ มองว่าไม่น่าจะผิดพลาดหรือผิดจากการคาดเดา เพราะความต้องการใช้แร่ต่าง ๆ ทั่วโลกได้เพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน ถ้าภาคอุตสาหกรรมเหมืองแร่ไม่ขยายตัวแล้ว น่าจะส่งผลต่อความต้องการของผู้บริโภครายอื่น ๆ อีกมากมาย เรียกว่าเป็นผลกระทบลูกโซ่ที่ต้องเร่งพัฒนาและขยายให้เพียงพอต่อความต้องการใช้งาน และเมื่อเปิดอาเซียนแล้วการลงทุนภาคอุตสาหกรรมน่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในทางบวกด้วย</p>
<p style="text-align: justify;">ขอบคุณข้อมูล : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ /สถาบันยานยนต์</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://factoryguideline.com/%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b8%aa%e0%b9%82%e0%b8%95%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2-900-%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ตลาดอาหารฮาลาล &#8220;อาหาร-ที่พัก&#8221; มีแต่ขาด ไม่มีเกิน</title>
		<link>https://factoryguideline.com/%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%ae%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a5-%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b8%97%e0%b8%b5/</link>
		<comments>https://factoryguideline.com/%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%ae%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a5-%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b8%97%e0%b8%b5/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 29 Apr 2014 15:19:18 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[Nongluck Boonsook]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[มีอะไรในปี 2556]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารฮาลาล]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://factoryguideline.com/?p=1819</guid>
		<description><![CDATA[นทุกวันที่ประชากรโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในกลุ่มมุสลิมก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน ซึ่งธุรกิจที่สามารถทำโดยเน้นกลุ่มมุสลิมเป็นลูกค้าหลักก็ไม่พ้นเรื่องอาหารการกิน จำนวนประชากรชาวมุสลิมในประเทศที่มีอยู่ 3.9 ล้านคน ขณะที่ประชากรชาวมุสลิมในอาเซียนมีจำนวน 234 ล้านคน และหากรวมอาเซียน+6 จะเพิ่มขึ้นเป็น 669 ล้าน โอกาสเติบโตของธุรกิจมีมากเพราะคู่แข่งน้อย เนื่องจากอาหารฮาลาลมีกฎระเบียบตามหลักศาสนาที่เคร่งครัด ซึ่งผู้ประกอบการต้องทำความรู้ และสร้างความเข้าใจอย่างดีจึงประสบความสำเร็จในธุรกิจ อาหารฮาลาล ของชาวมุสลิม หากต้องการทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับชาวมุสลิม ผู้ประกอบการต้องเน้นความสะอาดอย่างมาก ใส่ใจกฎหมายทางศาสนาของกลุ่มเป้าหมายให้มากขึ้น เพื่อสร้างแรงจูงใจในการเลือกใช้บริการ ถ้าผู้ประกอบการมัวแต่คิดว่าเรื่องมาก วุ่นวาย ไม่พร้อม ก็ถือว่าตัดโอกาสตัวเองสำหรับตลาด สำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ที่ต้องการทำธุรกิจแล้ว ธุรกิจประเภท อาหารฮาลาล ของชาวมุสลิมเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง เพราะนอกจากคนมุสลิมแล้ว คนศาสนาอื่น ๆ ก็สามารถทานได้เช่นกัน หรือธุรกิจโรงแรมที่มุ่งเน้นให้บริการอย่างครอบคลุม และหวั่นว่าการงดจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะทำให้รายได้ลดลง ก็ไม่ต้องวิตกไป เพราะความเป็นสากลในการให้บริการแก่ผู้เข้าพักทุกศาสนาได้ย่อมดีกว่า หากชาวมุสลิมเจอสถานบริการที่มีสัญลักษณ์อาหารฮาลาลแล้ว จะนิยมบอกปากต่อปากซึ่งมีอิทธิพลต่อการเลือกเข้าใช้บริการมากกว่า หลายคนมองว่าตลาดมุสลิมเป็นตลาดที่ยาก และเป็นกลุ่มน้อย แต่หากมองลึกลงไปแล้วนั้นเป็นตลาดที่ง่าย และสากล เพราะหลักใหญ่ใจความคือ เรื่องของความสะอาด นอกจากนี้อาหารมุสลิมเป็นอาหารที่คนทุกกลุ่มทานได้ มองอีกมุมเป็นการเจาะกลุ่มเล็ก แต่ได้กลุ่มใหญ่มากกว่า ขอบคุณข้อมูล : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์  Update May 1, 2014 ประเทศไทยส่งออก อาหารฮาลาลเป็นอันดับ 5 ของโลก ดังนั้นตลาดนี้เป็นตลาดที่เราสามารถพัฒนศักยภาพได้อีกมาก แต่ช่วงนี้มีข่าวดังเกี่ยวกับนักธุรกิจชาวซาอุดิอาระเบียที่การตัดสินใจคดีไม่เป็นที่พอใจนัก ดังนั้นด้วยเหตุผลนี้อาจจะส่งผลกระทบต่อตลาดส่งออกก็เป็นได้ หากผู้ประกอบการที่มีลูกค้าปลายทางเป็นซาอุดิอาระเบียก็อาจจะต้องมองแผนสำรองไว้บ้าง เผื่อมีพิษความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพราะเหตุการณ์นี้จะได้ปรับตัวทัน ปัญหาเหล่านี้มองข้ามไม่ได้นะคะ ตัวอย่างง่าย ๆ เช่น กรณีแย่งเกาะกันระหว่าง จีน ญี่ปุ่น เกาหลี และอีกหลายประเทศ สังเกตว่าบริษัทญี่ปุ่นในจีนได้รับผลกระทบไม่น้อย เพราะปัญหาเหล่านี้แฝงไว้ทั้งเรือ่งศักดิ์ศรี ผลประโยชน์ และอื่น ๆ อีกมากมาย หาทางหนีทีรอดไว้ดีกว่าค่ะ]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><span style="line-height: 1.5em;"><span class="dropcap "><span style="color: #ffffff;"><strong>ใ</strong></span></span>นทุกวันที่ประชากรโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในกลุ่มมุสลิมก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน ซึ่งธุรกิจที่สามารถทำโดยเน้นกลุ่มมุสลิมเป็นลูกค้าหลักก็ไม่พ้นเรื่องอาหารการกิน จำนวนประชากรชาวมุสลิมในประเทศที่มีอยู่ 3.9 ล้านคน ขณะที่ประชากรชาวมุสลิมในอาเซียนมีจำนวน 234 ล้านคน และหากรวมอาเซียน+6 จะเพิ่มขึ้นเป็น 669 ล้าน โอกาสเติบโตของธุรกิจมีมากเพราะคู่แข่งน้อย เนื่องจาก<em><span style="color: #0000ff;">อาหารฮาลาล</span></em>มีกฎระเบียบตามหลักศาสนาที่เคร่งครัด ซึ่งผู้ประกอบการต้องทำความรู้ และสร้างความเข้าใจอย่างดีจึงประสบความสำเร็จในธุรกิจ <span style="color: #0000ff;"><em>อาหารฮาลาล </em></span>ของชาวมุสลิม</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #ff0000;">หากต้องการทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับชาวมุสลิม ผู้ประกอบการต้องเน้นความสะอาดอย่างมาก</span> ใส่ใจกฎหมายทางศาสนาของกลุ่มเป้าหมายให้มากขึ้น เพื่อสร้างแรงจูงใจในการเลือกใช้บริการ ถ้าผู้ประกอบการมัวแต่คิดว่าเรื่องมาก วุ่นวาย ไม่พร้อม ก็ถือว่าตัดโอกาสตัวเองสำหรับตลาด สำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ที่ต้องการทำธุรกิจแล้ว ธุรกิจประเภท <em><span style="color: #0000ff;">อาหารฮาลาล</span> </em>ของชาวมุสลิมเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง เพราะนอกจากคนมุสลิมแล้ว คนศาสนาอื่น ๆ ก็สามารถทานได้เช่นกัน หรือธุรกิจโรงแรมที่มุ่งเน้นให้บริการอย่างครอบคลุม และหวั่นว่าการงดจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะทำให้รายได้ลดลง ก็ไม่ต้องวิตกไป เพราะความเป็นสากลในการให้บริการแก่ผู้เข้าพักทุกศาสนาได้ย่อมดีกว่า หากชาวมุสลิมเจอสถานบริการที่มีสัญลักษณ์<span style="color: #0000ff;"><em>อาหารฮาลาล</em></span>แล้ว จะนิยมบอกปากต่อปากซึ่งมีอิทธิพลต่อการเลือกเข้าใช้บริการมากกว่า</p>
<p style="text-align: justify;">หลายคนมองว่าตลาดมุสลิมเป็นตลาดที่ยาก และเป็นกลุ่มน้อย แต่หากมองลึกลงไปแล้วนั้นเป็นตลาดที่ง่าย และสากล เพราะหลักใหญ่ใจความคือ เรื่องของความสะอาด นอกจากนี้อาหารมุสลิมเป็นอาหารที่คนทุกกลุ่มทานได้ มองอีกมุมเป็นการเจาะกลุ่มเล็ก แต่ได้กลุ่มใหญ่มากกว่า</p>
<p style="text-align: justify;">ขอบคุณข้อมูล : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์</p>
<p style="text-align: justify;"> Update May 1, 2014</p>
<p style="text-align: justify;">ประเทศไทยส่งออก <em><span style="color: #0000ff;">อาหารฮาลาล</span></em>เป็นอันดับ 5 ของโลก ดังนั้นตลาดนี้เป็นตลาดที่เราสามารถพัฒนศักยภาพได้อีกมาก แต่ช่วงนี้มีข่าวดังเกี่ยวกับนักธุรกิจชาวซาอุดิอาระเบียที่การตัดสินใจคดีไม่เป็นที่พอใจนัก ดังนั้นด้วยเหตุผลนี้อาจจะส่งผลกระทบต่อตลาดส่งออกก็เป็นได้ หากผู้ประกอบการที่มีลูกค้าปลายทางเป็นซาอุดิอาระเบียก็อาจจะต้องมองแผนสำรองไว้บ้าง เผื่อมีพิษความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพราะเหตุการณ์นี้จะได้ปรับตัวทัน ปัญหาเหล่านี้มองข้ามไม่ได้นะคะ ตัวอย่างง่าย ๆ เช่น กรณีแย่งเกาะกันระหว่าง จีน ญี่ปุ่น เกาหลี และอีกหลายประเทศ สังเกตว่าบริษัทญี่ปุ่นในจีนได้รับผลกระทบไม่น้อย เพราะปัญหาเหล่านี้แฝงไว้ทั้งเรือ่งศักดิ์ศรี ผลประโยชน์ และอื่น ๆ อีกมากมาย หาทางหนีทีรอดไว้ดีกว่าค่ะ</p>
<p style="text-align: justify;">
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://factoryguideline.com/%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%ae%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a5-%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b8%97%e0%b8%b5/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ตงฟงมอเตอร์ ลงทุนอีก 400 ล้านขยายฐานการผลิต เน้นลูกค้าในประเทศ</title>
		<link>https://factoryguideline.com/%e0%b8%95%e0%b8%87%e0%b8%9f%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c-%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%b5%e0%b8%81-400-%e0%b8%a5%e0%b9%89/</link>
		<comments>https://factoryguideline.com/%e0%b8%95%e0%b8%87%e0%b8%9f%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c-%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%b5%e0%b8%81-400-%e0%b8%a5%e0%b9%89/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 26 Apr 2014 15:58:09 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[Nongluck Boonsook]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[มีอะไรในปี 2556]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://factoryguideline.com/?p=1732</guid>
		<description><![CDATA[ริษัท ตงฟง มอเตอร์ ผู้นำกลุ่มรถยนต์อเนกประสงค์แบรนด์อันดับของประเทศไทย แม้บริษัทแม่จะตั้งอยู่ในประเทศจีน หากฐานการผลิตและประกอบรถยนต์กลับอยู่ที่ประเทศไทยทั้งหมด เน้นตอบความต้องการของลูกค้าภายในประเทศ และใกล้เคียงมากกว่า ซึ่งรถอเนกประสงค์แบรนด์ตงฟงเป็นที่รู้จักในหมู่รถบรรทุกขนาดเล็ก ที่เป็นจุดเด่นของบริษัท ทางบริษัทได้ศึกษา และดีไซน์ให้เกิดความโดดเด่นในเรื่องขนาดที่เหมาะแก่การใช้งาน ร่วมถึงความคล่องตัวขณะใช้งาน จึงเป็นแบรนด์ยอดนิยมสำหรับนำไปดัดแปลงเป็นร้านค้าเคลื่อนที่ อาทิ ร้านกาแฟสดเคลื่อนที่ หรือร้านเคลื่อนดื่มเพื่อสุขภาพ ในปี 2557 บริษัท ตงฟง มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด วางแผนไว้ว่าภายใน 2 ปีจะเพิ่มการลงทุนอีก 400 ล้านบาท เพื่อขยายฐานกำลังการผลิตรถที่เป็นเครื่องยนต์ดีเซล และเพิ่มรถรุ่นใหม่เพื่อรองรับความต้องการใช้งานของลูกค้าภายในประเทศ และเตรียมขยายตลาดไปยังประเทศเพื่อนบ้านที่ใกล้เคียงอีกด้วย ในช่วงปีที่ผ่านมามียอดขาย 1,900 คัน หากเปิดตัวรถรุ่นใหม่อีก 2 รุ่น คาดการว่าจะช่วยกระตุ้นยอดขายให้เป็นตามเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งอยู่ที่ 4,500 คน ภายในเร็ววันนี้จะเปิดตัวรถตู้ทึบขนาดเล็กในราคาไม่เกิน 400,000 บาท รวมถึงรถเครื่องยนต์ดีเซลอีก เพรากลุ่มลูกค้าภายในประเทศเริ่มเน้นการตลาดที่ส่งถึงมือผู้บริโภค ที่ช่วยเพิ่มยอดขายและการให้บริการของธุรกิจที่มากขึ้น การผลิตที่ตรงใจกับลูกค้าภายในประเทศจะช่วยเพิ่มยอดขายได้ดีกว่า และการขยายตลาดสู่ประเทศเพื่อนบ้าน เป็นการลองตลาดใหม่ ด้วยการเปิดอาเซียน ธุรกิจจากประเทศเพื่อนบ้านอาจต้องการรถอเนกประสงค์ขนาดเล็กสำหรับให้บริการที่เต็มรูปแบบมากขึ้นด้วย ขอบคุณข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ /สถาบันยานยนต์]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><span style="line-height: 1.5em;"><span class="dropcap "><span style="color: #ffffff;"><strong>บ</strong></span></span>ริษัท ตงฟง มอเตอร์ ผู้นำกลุ่มรถยนต์อเนกประสงค์แบรนด์อันดับของประเทศไทย แม้บริษัทแม่จะตั้งอยู่ในประเทศจีน หากฐานการผลิตและประกอบรถยนต์กลับอยู่ที่ประเทศไทยทั้งหมด เน้นตอบความต้องการของลูกค้าภายในประเทศ และใกล้เคียงมากกว่า ซึ่งรถอเนกประสงค์แบรนด์ตงฟงเป็นที่รู้จักในหมู่รถบรรทุกขนาดเล็ก ที่เป็นจุดเด่นของบริษัท ทางบริษัทได้ศึกษา และดีไซน์ให้เกิดความโดดเด่นในเรื่องขนาดที่เหมาะแก่การใช้งาน ร่วมถึงความคล่องตัวขณะใช้งาน จึงเป็นแบรนด์ยอดนิยมสำหรับนำไปดัดแปลงเป็นร้านค้าเคลื่อนที่ อาทิ ร้านกาแฟสดเคลื่อนที่ หรือร้านเคลื่อนดื่มเพื่อสุขภาพ</span></p>
<p style="text-align: justify;"><img class="aligncenter size-medium wp-image-631" alt="car" src="http://factoryguideline.com/wp-content/uploads/2014/03/car-300x225.jpg" width="300" height="225" /></p>
<p style="text-align: justify;">ในปี 2557 บริษัท ตงฟง มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด วางแผนไว้ว่าภายใน 2 ปีจะเพิ่มการลงทุนอีก 400 ล้านบาท เพื่อขยายฐานกำลังการผลิตรถที่เป็นเครื่องยนต์ดีเซล และเพิ่มรถรุ่นใหม่เพื่อรองรับความต้องการใช้งานของลูกค้าภายในประเทศ และเตรียมขยายตลาดไปยังประเทศเพื่อนบ้านที่ใกล้เคียงอีกด้วย ในช่วงปีที่ผ่านมามียอดขาย 1,900 คัน หากเปิดตัวรถรุ่นใหม่อีก 2 รุ่น คาดการว่าจะช่วยกระตุ้นยอดขายให้เป็นตามเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งอยู่ที่ 4,500 คน ภายในเร็ววันนี้จะเปิดตัวรถตู้ทึบขนาดเล็กในราคาไม่เกิน 400,000 บาท รวมถึงรถเครื่องยนต์ดีเซลอีก</p>
<p style="text-align: justify;">เพรากลุ่มลูกค้าภายในประเทศเริ่มเน้นการตลาดที่ส่งถึงมือผู้บริโภค ที่ช่วยเพิ่มยอดขายและการให้บริการของธุรกิจที่มากขึ้น การผลิตที่ตรงใจกับลูกค้าภายในประเทศจะช่วยเพิ่มยอดขายได้ดีกว่า และการขยายตลาดสู่ประเทศเพื่อนบ้าน เป็นการลองตลาดใหม่ ด้วยการเปิดอาเซียน ธุรกิจจากประเทศเพื่อนบ้านอาจต้องการรถอเนกประสงค์ขนาดเล็กสำหรับให้บริการที่เต็มรูปแบบมากขึ้นด้วย</p>
<p style="text-align: justify;">ขอบคุณข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ /สถาบันยานยนต์</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://factoryguideline.com/%e0%b8%95%e0%b8%87%e0%b8%9f%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c-%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%b5%e0%b8%81-400-%e0%b8%a5%e0%b9%89/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กฎใหม่ EU ตลาดเงิน เปิดช่องแบงก์ใหญ่</title>
		<link>https://factoryguideline.com/%e0%b8%81%e0%b8%8e%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88-eu-%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99-%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%ad/</link>
		<comments>https://factoryguideline.com/%e0%b8%81%e0%b8%8e%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88-eu-%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99-%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%ad/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 19 Apr 2014 15:08:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[Nongluck Boonsook]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[มีอะไรในปี 2556]]></category>
		<category><![CDATA[กฎใหม่ EU ตลาดเงิน เปิดช่องแบงก์ใหญ่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://factoryguideline.com/?p=1650</guid>
		<description><![CDATA[นปี 2551 เป็นต้นมาทวีปยุโรปต้องประสบกับวิกฤตหนี้สิ้น ที่สร้างความวุ่นวายตั้งแต่ฝ่ายบริหารประเทศถึงประชาชนทั่วไป กลุ่มสมาชิกสหภาพยุโรป หรือ ยูอี ได้มีการพูดคุยในประเด็นการยกเครื่อง กฎที่ใช้ร่วมกันในตลาดการเงิน เพื่อพัฒนาตลาดการเงินให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของเศรษฐกิจ และได้บรรลุข้อตกลงร่วมกัน ที่ใช้ชื่อว่า MIFID (Markets in Financial Instruments Directive) นับเป็นก้าวสำคัญในการออกกฎการเงินให้รัดกุมมากขึ้น &#8220;กฎดังกล่าวจะเป็นกุญแจดอกสำคัญ ไขไปสู่การสร้างรากฐานที่มั่นคงกว่าเดิม เสรีมากขึ้น มีความรับผิดชอบต่อระบบการเงินมากขึ้น และเป็นการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุนในช่วงวิกฤตอีกด้วย&#8221; นายแบร์นิเออร์กล่าว กฎนี้เน้นลดความเสี่ยงในการซื้อขายภายในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ พร้อมกับเพิ่มข้อกำหนดกฎเกณฑ์ให้กับ &#8220;High Frequency Trading&#8221; หรือธุรกรรม &#8220;เทรดความถี่สูง&#8221; ที่เป็นการส่งคำสั่งซื้อขายโดยคอมพิวเตอร์โดยไม่ต้องอาศัยคำสั่งจากมนุษย์ เพื่อที่จะปกป้องนักลงทุน และป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับตลาด ยังบังคับให้บริษัทต่าง ๆ จัดส่งข้อมูลการเทรดให้กับยูอีเพื่อความโปร่งใส่ และบังคับห้างร้านให้ใช้เครื่องมือการซื้อขายทางการเงินในตลาดให้สอดคล้องกับการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ หากมีการเคลือบแคลงว่าการออกกฎนี้ขึ้น จะเป็นการเปิดช่องทางให้บริษัทใหญ่สัญชาติยูอีหลบเลี่ยงกฎข้อบังคับหรือไม่ เนื่องจากกฎใหม่นี้จะผลักดันให้การค้าเกือบทั้งหมดทั้งปวงเข้าไปอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ พันธบัตร และตลาดอนุพันธ์ ซึ่งส่วนใหญ่จะต้องเปิดเผยข้อมูลทรัพย์สินและกิจกรรมทางการค้าให้กับผู้กำกับดูแล โดยประโยชน์จะตกกับธนาคารรายใหญ่ที่ใช้ช่องทางนี้และการให้บริการในการซื้อขายประเภท &#8220;Dark Pools&#8221; ที่เป็นการซื้อขายแบบลอตใหญ่ และจะไม่เปิดเผยตัวตนผู้ส่งคำสั่งซื้อขายจนกว่าคำสั่งจะจับคู่เรียบร้อยแล้ว เนื่องจากในกฎใหม่ด้านการค้าขายครั้งนี้ อียูจะเข้มงวดมากขึ้นในการใช้ข้อยกเว้นต่าง ๆ และอาจทำให้ผู้ค้าหันหน้ามาใช้ประโยชน์ผ่านวิธีการดังกล่าวมากขึ้น ต้องรอดูกันต่อไปว่าเมื่อกฎนี้ได้ใช้จริงแล้ว จะมีช่องว่างเล็ก ๆ ที่ทำให้เกิดประโยชน์ต่อหน่วยงานใหญ่ ๆ ตามการคาดการณ์หรือไม่ หากเกิดขึ้นจริง ผู้ค้ารายย่อยมีสิทธิ์ล้มก่อนได้ง่าย ๆ ขอบคุณข้อมูลจาก : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 14px; line-height: 1.5em;"><span class="dropcap "><span style="color: #ffffff;"><strong>ใ</strong></span></span>นปี 2551 เป็นต้นมาทวีปยุโรปต้องประสบกับวิกฤตหนี้สิ้น ที่สร้างความวุ่นวายตั้งแต่ฝ่ายบริหารประเทศถึงประชาชนทั่วไป กลุ่มสมาชิกสหภาพยุโรป หรือ ยูอี ได้มีการพูดคุยในประเด็นการยกเครื่อง กฎที่ใช้ร่วมกันในตลาดการเงิน เพื่อพัฒนาตลาดการเงินให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของเศรษฐกิจ และได้บรรลุข้อตกลงร่วมกัน ที่ใช้ชื่อว่า <span style="color: #008080;"><em>MIFID (Markets in Financial Instruments Directive)</em></span> นับเป็นก้าวสำคัญในการออกกฎการเงินให้รัดกุมมากขึ้น</span></p>
<p style="text-align: justify;">&#8220;กฎดังกล่าวจะเป็นกุญแจดอกสำคัญ ไขไปสู่การสร้างรากฐานที่มั่นคงกว่าเดิม เสรีมากขึ้น มีความรับผิดชอบต่อระบบการเงินมากขึ้น และเป็นการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุนในช่วงวิกฤตอีกด้วย&#8221; นายแบร์นิเออร์กล่าว</p>
<p style="text-align: justify;">กฎนี้เน้นลดความเสี่ยงในการซื้อขายภายในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ พร้อมกับเพิ่มข้อกำหนดกฎเกณฑ์ให้กับ &#8220;High Frequency Trading&#8221; หรือธุรกรรม &#8220;เทรดความถี่สูง&#8221; ที่เป็นการส่งคำสั่งซื้อขายโดยคอมพิวเตอร์โดยไม่ต้องอาศัยคำสั่งจากมนุษย์ เพื่อที่จะปกป้องนักลงทุน และป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับตลาด ยังบังคับให้บริษัทต่าง ๆ จัดส่งข้อมูลการเทรดให้กับยูอีเพื่อความโปร่งใส่ และบังคับห้างร้านให้ใช้เครื่องมือการซื้อขายทางการเงินในตลาดให้สอดคล้องกับการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์</p>
<p style="text-align: justify;">หากมีการเคลือบแคลงว่าการออกกฎนี้ขึ้น จะเป็นการเปิดช่องทางให้บริษัทใหญ่สัญชาติยูอีหลบเลี่ยงกฎข้อบังคับหรือไม่ เนื่องจากกฎใหม่นี้จะผลักดันให้การค้าเกือบทั้งหมดทั้งปวงเข้าไปอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ พันธบัตร และตลาดอนุพันธ์ ซึ่งส่วนใหญ่จะต้องเปิดเผยข้อมูลทรัพย์สินและกิจกรรมทางการค้าให้กับผู้กำกับดูแล โดยประโยชน์จะตกกับธนาคารรายใหญ่ที่ใช้ช่องทางนี้และการให้บริการในการซื้อขายประเภท &#8220;Dark Pools&#8221; ที่เป็นการซื้อขายแบบลอตใหญ่ และจะไม่เปิดเผยตัวตนผู้ส่งคำสั่งซื้อขายจนกว่าคำสั่งจะจับคู่เรียบร้อยแล้ว เนื่องจากในกฎใหม่ด้านการค้าขายครั้งนี้ อียูจะเข้มงวดมากขึ้นในการใช้ข้อยกเว้นต่าง ๆ และอาจทำให้ผู้ค้าหันหน้ามาใช้ประโยชน์ผ่านวิธีการดังกล่าวมากขึ้น</p>
<p style="text-align: justify;">ต้องรอดูกันต่อไปว่าเมื่อกฎนี้ได้ใช้จริงแล้ว จะมีช่องว่างเล็ก ๆ ที่ทำให้เกิดประโยชน์ต่อหน่วยงานใหญ่ ๆ ตามการคาดการณ์หรือไม่ หากเกิดขึ้นจริง ผู้ค้ารายย่อยมีสิทธิ์ล้มก่อนได้ง่าย ๆ</p>
<p style="text-align: justify;">ขอบคุณข้อมูลจาก : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://factoryguideline.com/%e0%b8%81%e0%b8%8e%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88-eu-%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99-%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%ad/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;เกาหลีใต้&#8221; เตรียมสร้างเครือข่ายสัญญาณ 5G โหลดหนังทั้งเรื่องแค่ 1 วินาที</title>
		<link>https://factoryguideline.com/%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%83%e0%b8%95%e0%b9%89-%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%80/</link>
		<comments>https://factoryguideline.com/%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%83%e0%b8%95%e0%b9%89-%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%80/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 17 Apr 2014 14:02:09 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[Nongluck Boonsook]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[มีอะไรในปี 2556]]></category>
		<category><![CDATA["เกาหลีใต้" เตรียมสร้างเครือข่ายสัญญาณ 5 จี โหลดหนังทั้งเรื่องแค่ 1 วินาที]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://factoryguideline.com/?p=1567</guid>
		<description><![CDATA[นึ่งในประเทศที่เป็นผู้พัฒนาระบบเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ และพัฒนาเทคโนโลยีของโทรศัพท์เคลื่อนที่อย่างประเทศเกาหลีใต้ เตรียมพร้อมสู่การเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมด้านนี้โดยการพัฒนาเครือข่ายสัญญาณ 5G เป็นแห่งแรกของโลก โดยภาครัฐได้เล็งเห็นความสำคัญของเทคโนโลยีนี้ ทุ่มงบประมาณในการศึกษาและพัฒนากว่า 1,500 ล้านดอลล่าร์ (ราว 48,000 ล้านบาท) แม้จะมีประเทศใหญ่ทางซีกตะวันตกอย่าง ยุโรป, จีน และสหรัฐฯ ที่กำลังเร่งพัฒนาเทคโนโลยีนี้ให้รวดเร็ว สามารถใช้งานได้ก่อนใคร เพราะสิ่งนี้เป็นตัวการสำคัญที่ช่วยในการพัฒนาเศรษฐกิจภายในประเทศได้อย่างดี ซึ่งขณะนี้ ประชาชนเกาหลีใต้ทั่วประเทศสามารถใช้เครือข่ายโทรศัพท์ 4G อย่างเต็มที่ สามารถรับข้อมูลข่าวสารผ่านเทคโนโลยีที่เรียกว่าสมาร์ทโฟนอย่างทั่วถึง เพราะการรับรู้ข่าวสารของประชาชนเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาประเทศ ให้ก้าวไกลกว่านานาประเทศเช่นกัน หากเครือข่ายสัญญาณ 5G ของประเทศเกาหลีใต้สำเร็จเมื่อไร ประชาชนสามารถโหลดหนังทั้งเรื่องเสร็จสิ้นเพียง 1 วินาที จะกลายเป็นประเทศผู้นำด้านเทคโนโลยีนี้โดยเฉพาะ แม้จะมีคู่แข่งอย่างยุโรป สหรัฐ หรือประเทศมหาอำนาจอย่างจีนก็ตาม แต่การพัฒนาของทางเกาหลีน่าจะสำเร็จได้ในรวดเร็ว เพราะการให้ความสำคัญของภาครัฐที่มองว่าสิ่งนี้สามารถสร้างรายได้ให้แก่ประเทศได้ในอนาคต และเกิดประโยชน์ในการติดต่อสื่อสาร และการทำธุรกิจระหว่างหน่วยงานภาครัฐ หรือภาคเอกชนที่ต้องการเจรจากับบริษัทต่างชาติได้ และสามารถขายให้กับบริษัทต่างชาติที่ต้องการนำเทคโนโลยีเครือข่ายสัญญาณ 5G ไปใช้อีกด้วย คนไทยได้แต่อิจฉาต่างชาติต่อไป เพราะแค่ 3G ในบ้านเรายังใช้ได้ไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ กว่าจะพัฒนาสู่ 5G อาจใช้เวลานานกว่าประเทศอื่น ๆ ภาครัฐและภาคเอกชนควรสนใจที่จะพัฒนาสิ่งที่ทำให้ภาพรวมของประเทศพัฒนาได้ก้าวไกลมากยิ่งขึ้น ขอบคุณข้อมูลจาก : มติชนออนไลน์/ประชาชาติธุรกิจออนไลน์]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><span class="dropcap "><span style="color: #ffffff;">ห</span></span>นึ่งในประเทศที่เป็นผู้พัฒนาระบบเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ และพัฒนาเทคโนโลยีของโทรศัพท์เคลื่อนที่อย่างประเทศเกาหลีใต้ เตรียมพร้อมสู่การเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมด้านนี้โดยการพัฒนา<em><span style="color: #ff9900;">เครือข่ายสัญญาณ 5G </span></em>เป็นแห่งแรกของโลก โดยภาครัฐได้เล็งเห็นความสำคัญของเทคโนโลยีนี้ ทุ่มงบประมาณในการศึกษาและพัฒนากว่า 1,500 ล้านดอลล่าร์ (ราว 48,000 ล้านบาท) แม้จะมีประเทศใหญ่ทางซีกตะวันตกอย่าง ยุโรป, จีน และสหรัฐฯ ที่กำลังเร่งพัฒนาเทคโนโลยีนี้ให้รวดเร็ว สามารถใช้งานได้ก่อนใคร เพราะสิ่งนี้เป็นตัวการสำคัญที่ช่วยในการพัฒนาเศรษฐกิจภายในประเทศได้อย่างดี</p>
<p style="text-align: justify;">ซึ่งขณะนี้ ประชาชนเกาหลีใต้ทั่วประเทศสามารถใช้เครือข่ายโทรศัพท์ <em><span style="color: #ff9900;">4G</span> </em>อย่างเต็มที่ สามารถรับข้อมูลข่าวสารผ่านเทคโนโลยีที่เรียกว่าสมาร์ทโฟนอย่างทั่วถึง เพราะการรับรู้ข่าวสารของประชาชนเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาประเทศ ให้ก้าวไกลกว่านานาประเทศเช่นกัน หาก<em><span style="color: #ff9900;">เ</span><span style="color: #ff9900;">ครือข่ายสัญญาณ 5G</span> </em>ของประเทศเกาหลีใต้สำเร็จเมื่อไร ประชาชนสามารถโหลดหนังทั้งเรื่องเสร็จสิ้นเพียง 1 วินาที จะกลายเป็นประเทศผู้นำด้านเทคโนโลยีนี้โดยเฉพาะ</p>
<p style="text-align: justify;">แม้จะมีคู่แข่งอย่างยุโรป สหรัฐ หรือประเทศมหาอำนาจอย่างจีนก็ตาม แต่การพัฒนาของทางเกาหลีน่าจะสำเร็จได้ในรวดเร็ว เพราะการให้ความสำคัญของภาครัฐที่มองว่าสิ่งนี้สามารถสร้างรายได้ให้แก่ประเทศได้ในอนาคต และเกิดประโยชน์ในการติดต่อสื่อสาร และการทำธุรกิจระหว่างหน่วยงานภาครัฐ หรือภาคเอกชนที่ต้องการเจรจากับบริษัทต่างชาติได้ และสามารถขายให้กับบริษัทต่างชาติที่ต้องการนำเทคโนโลยี<em><span style="color: #ff9900;">เครือข่ายสัญญาณ 5G </span></em>ไปใช้อีกด้วย</p>
<p style="text-align: justify;">คนไทยได้แต่อิจฉาต่างชาติต่อไป เพราะแค่<span style="color: #ff9900;"><em> 3G </em></span>ในบ้านเรายังใช้ได้ไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ กว่าจะพัฒนาสู่ <em><span style="color: #ff9900;">5G</span></em> อาจใช้เวลานานกว่าประเทศอื่น ๆ ภาครัฐและภาคเอกชนควรสนใจที่จะพัฒนาสิ่งที่ทำให้ภาพรวมของประเทศพัฒนาได้ก้าวไกลมากยิ่งขึ้น</p>
<p style="text-align: justify;"><strong><em><span style="line-height: 1.5em;">ขอบคุณข้อมูลจาก : มติชนออนไลน์/ประชาชาติธุรกิจออนไลน์</span></em></strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://factoryguideline.com/%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%83%e0%b8%95%e0%b9%89-%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%80/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ภาพรวมตลาดแรงงานของเอเชียในปี 2556</title>
		<link>https://factoryguideline.com/%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b9%80/</link>
		<comments>https://factoryguideline.com/%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b9%80/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 16 Apr 2014 09:29:34 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[Nongluck Boonsook]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Job Opportunity]]></category>
		<category><![CDATA[มีอะไรในปี 2556]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพรวมตลาดแรงงานของเอเชียในปี 2556]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://factoryguideline.com/?p=1561</guid>
		<description><![CDATA[ม้ตลาดแรงงานในประเทศไทยจะมีอัตราว่างงานที่คิดว่าสูงแล้ว แต่ประเทศอื่น ๆ ในทวีปเอเชียนั้นมีอัตราการว่างงานที่สูงกว่า ซึ่งประเทศไทยมีอันดับที่ต่ำรองจากเกาหลี และสิงคโปร์ตามลำดับ ส่วนปัญหาการขาดแคลนแรงงานทุกประเทศในเอเชียประสบเหมือนกัน เพราะคุณสมบัติที่ทางบริษัทกำหนดไว้สูงเกินไป หรือผู้สมัครมีคุณสมบัติไม่ตรงกับความต้องการ ทำให้ภาวะขาดแคลนแรงงานมีอยู่ทั่วทวีปนั่นเอง โดยประเทศที่มีปัญหาเรื่องขาดแคลนแรงงาน หรือเกิดอุปสรรคในการคัดเลือกบุคลากรมากที่สุด คือ ญี่ปุ่น รองลงมาคือ เวียดนาม ประเทศไทย ฮ่องกง มาเลเซีย สิงคโปร์ ไต้หวัน และจีน ตามลำดับ ซึ่งมีเหตุผลที่เหมือนกัน อาทิ ได้คนไม่ตรงกับความต้องการของบริษัท ไม่มีผู้สมัคร ต้องการผู้มีประสบการณ์เฉพาะด้าน ความต้องการด้านเงินเดือนสูงกว่าที่จะจ่ายได้ และทำเลที่ตั้งของสถานที่ทำงานไม่ดึงดูดใจ หรือห่างไกลเกินไป สายวิศวะ, บัญชีและการเงิน, นักวิจัย, พนักงานออฟฟิศแผนกต่าง ๆ เป็นอาชีพที่ในหลายบริษัทต้องการตัวอย่างมาก เพราะการเติบโตของธุรกิจที่มีอย่างต่อเนื่อง ทำให้ความต้องการแรงงานเฉพาะสายงานมีมากขึ้นตามด้วย ส่วนอุตสาหกรรมที่เติบโตอันดับต้น ๆ หนี้ไม่พ้นวิศวกรรม, ไอที, การแพทย์และสาธารณสุข, บัญชีและการเงิน และสายพลังงาน ซึ่งเป็นสายธุรกิจที่สำคัญต่อการพัฒนาประเทศ เมื่อเกิดการขาดแคลนแรงงานแล้ว ภาวการณ์แข่งขันของธุรกิจก็เริ่มลดลง เพราะธุรกิจหลายแห่งได้ยุบตัวหรือลดฐานการผลิตเพื่อลดรายจ่ายที่อาจจะเกินตัว เมื่อไร้การแข่งขันทั้งภาคธุรกิจและการทำงาน ทำให้ประสิทธิภาพในการตอบสนองต่อลูกค้าลดลงเช่นกัน และเกิดการเปลี่ยนงานบ่อยขึ้น เพราะหลายบริษัทลงทุนซื้อตัวพนักงานที่มีความสามารถด้วยเม็ดเงินที่สูงกว่า ทั้งหมดจึงเป็นสรุป ภาพรวมตลาดแรงงานของเอเชียในปี 2556 เพื่อให้ผู้หางานสำหรับใช้พิจารณาสายอาชีพ และเพื่อพัฒนาทักษะของตนเองให้สอดคล้องกับตลาดแรงงานต่อไป  ขอบคุณข้อมูลจาก ACEDDO Group thailand]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><span style="line-height: 1.5em;"><span class="dropcap dropcap1 "><span style="color: #ffffff;"><strong>แ</strong></span></span></span>ม้ตลาดแรงงานในประเทศไทยจะมีอัตราว่างงานที่คิดว่าสูงแล้ว แต่ประเทศอื่น ๆ ในทวีปเอเชียนั้นมีอัตราการว่างงานที่สูงกว่า ซึ่งประเทศไทยมีอันดับที่ต่ำรองจากเกาหลี และสิงคโปร์ตามลำดับ ส่วนปัญหาการขาดแคลนแรงงานทุกประเทศในเอเชียประสบเหมือนกัน เพราะคุณสมบัติที่ทางบริษัทกำหนดไว้สูงเกินไป หรือผู้สมัครมีคุณสมบัติไม่ตรงกับความต้องการ ทำให้ภาวะขาดแคลนแรงงานมีอยู่ทั่วทวีปนั่นเอง โดยประเทศที่มีปัญหาเรื่องขาดแคลนแรงงาน หรือเกิดอุปสรรคในการคัดเลือกบุคลากรมากที่สุด คือ ญี่ปุ่น รองลงมาคือ เวียดนาม ประเทศไทย ฮ่องกง มาเลเซีย สิงคโปร์ ไต้หวัน และจีน ตามลำดับ ซึ่งมีเหตุผลที่เหมือนกัน อาทิ ได้คนไม่ตรงกับความต้องการของบริษัท ไม่มีผู้สมัคร ต้องการผู้มีประสบการณ์เฉพาะด้าน ความต้องการด้านเงินเดือนสูงกว่าที่จะจ่ายได้ และทำเลที่ตั้งของสถานที่ทำงานไม่ดึงดูดใจ หรือห่างไกลเกินไป</p>
<p style="text-align: justify;">สายวิศวะ, บัญชีและการเงิน, นักวิจัย, พนักงานออฟฟิศแผนกต่าง ๆ เป็นอาชีพที่ในหลายบริษัทต้องการตัวอย่างมาก เพราะการเติบโตของธุรกิจที่มีอย่างต่อเนื่อง ทำให้ความต้องการแรงงานเฉพาะสายงานมีมากขึ้นตามด้วย ส่วนอุตสาหกรรมที่เติบโตอันดับต้น ๆ หนี้ไม่พ้นวิศวกรรม, ไอที, การแพทย์และสาธารณสุข, บัญชีและการเงิน และสายพลังงาน ซึ่งเป็นสายธุรกิจที่สำคัญต่อการพัฒนาประเทศ</p>
<p style="text-align: justify;">เมื่อเกิดการขาดแคลนแรงงานแล้ว ภาวการณ์แข่งขันของธุรกิจก็เริ่มลดลง เพราะธุรกิจหลายแห่งได้ยุบตัวหรือลดฐานการผลิตเพื่อลดรายจ่ายที่อาจจะเกินตัว เมื่อไร้การแข่งขันทั้งภาคธุรกิจและการทำงาน ทำให้ประสิทธิภาพในการตอบสนองต่อลูกค้าลดลงเช่นกัน และเกิดการเปลี่ยนงานบ่อยขึ้น เพราะหลายบริษัทลงทุนซื้อตัวพนักงานที่มีความสามารถด้วยเม็ดเงินที่สูงกว่า</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #339966;"><em><strong>ทั้งหมดจึงเป็นสรุป ภาพรวมตลาดแรงงานของเอเชียในปี 2556 เพื่อให้ผู้หางานสำหรับใช้พิจารณาสายอาชีพ และเพื่อพัฒนาทักษะของตนเองให้สอดคล้องกับตลาดแรงงานต่อไป</strong></em></span></p>
<p style="text-align: justify;"><strong> ขอบคุณข้อมูลจาก ACEDDO Group thailand</strong></p>
<p style="text-align: justify;">
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://factoryguideline.com/%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b9%80/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>จีนประกาศปรับขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำอีกร้อยละ  18</title>
		<link>https://factoryguideline.com/%e0%b8%88%e0%b8%b5%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a8%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%82%e0%b8%b6%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%a3/</link>
		<comments>https://factoryguideline.com/%e0%b8%88%e0%b8%b5%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a8%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%82%e0%b8%b6%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%a3/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 30 Mar 2014 05:06:51 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[Nongluck Boonsook]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[มีอะไรในปี 2556]]></category>
		<category><![CDATA[จีนประกาศปรับขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำอีกร้อยละ 18]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://factoryguideline.com/test/?p=800</guid>
		<description><![CDATA[าตรฐานค่าแรงขั้นต่ำในแต่ละประเทศค่อยๆ ทยอยปรับขึ้นตามอัตราค่าครองชีพที่ขึ้นสูงเช่นกัน อย่างในประเทศไทยได้ปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาท/วัน และแรงงานที่จบระดับปริญญาตรีในส่วนราชการจะได้เงินเดือน 15,000 บาท เมื่อหน่วยงานราชการปรับขึ้น ภาคเอกชนก็ปรับขึ้นเช่นกัน และลดอัตราการจ้างงาน เน้นผู้มีประสบการณ์ให้เข้ามาทำงานมากกว่า หรือยอมซื้อตัวพนักงานที่มีความชำนาญในสายงานที่ต้องการแทน เพราะจะได้พนักงงานที่สามารถทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพมากกว่า เมื่อไม่นานมานี้ จีนประกาศปรับขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำอีกร้อยละ  18  โดยกระทรวงทรัพยากรมนุษย์และความมั่นคงทางสังคมของประเทศจีน มีนโยบายปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำต่อเดือนให้แก่ผู้ใช้แรงงานใน 26 เขตเทศบาล รวมถึงเมืองใหญ่อย่างนครปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้ รวมถึงมณฑลกวางตุ้ง เจ้อเจียง เหอหนาน และกุ้ยโจว โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2556 ซึ่งค่าแรงขั้นต่ำที่ปรับขึ้นนี้ จะมีอัตราเฉลี่ยร้อยละ 18 โดยมหานครเซี่ยงไฮ้เป็นเขตที่มีค่าแรงขั้นต่ำต่อเดือนสูงที่สุดในประเทศคือ 1,620 หยวน ซึ่งทำให้ตั้งแต่ช่วงปี 2556 ที่ผ่านมาแรงงานจีนได้รับเงินเดือนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นแล้วร้อยละ 8.5 การที่  จีนประกาศปรับขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำอีกร้อยละ  18   ครั้งนี้เพื่อช่วยลดช่องว่างของเงินเดือนระหว่างพนักงานระดับผู้จัดการกับระดับกรรมกร ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศจีนอีกอย่างหนึ่ง ที่มีกลุ่มผู้มีรายได้น้อยเป็นจำนวนมาก เกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคมอย่างชัดเจน ด้วยค่าครองชีพที่ทะยานขึ้นอย่างช้า ๆ หากไม่มีการปรับค่าแรงขั้นต่ำ อาจเกิดการประท้วงของแรงงานในประเทศได้ เพราะกลุ่มผู้ใช้แรงงานคงทนรับสภาพไม่ไหวอย่างแน่นอน ขอบคุณข้อมูลจาก : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><span class="dropcap "><span style="color: #ffffff;">ม</span></span>าตรฐานค่าแรงขั้นต่ำในแต่ละประเทศค่อยๆ ทยอยปรับขึ้นตามอัตราค่าครองชีพที่ขึ้นสูงเช่นกัน <em><span style="color: #ff6600;">อย่างในประเทศไทยได้ปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาท/วัน</span> <span style="color: #ff6600;">และแรงงานที่จบระดับปริญญาตรีในส่วนราชการจะได้เงินเดือน 15,000 บาท</span> </em>เมื่อหน่วยงานราชการปรับขึ้น ภาคเอกชนก็ปรับขึ้นเช่นกัน และลดอัตราการจ้างงาน เน้นผู้มีประสบการณ์ให้เข้ามาทำงานมากกว่า หรือยอมซื้อตัวพนักงานที่มีความชำนาญในสายงานที่ต้องการแทน เพราะจะได้พนักงงานที่สามารถทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพมากกว่า</p>
<p style="text-align: justify;">เมื่อไม่นานมานี้ <em><span style="color: #0000ff;">จีนประกาศปรับขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำอีกร้อยละ  18  </span></em>โดยกระทรวงทรัพยากรมนุษย์และความมั่นคงทางสังคมของประเทศจีน มีนโยบายปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำต่อเดือนให้แก่ผู้ใช้แรงงานใน 26 เขตเทศบาล รวมถึงเมืองใหญ่อย่างนครปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้ รวมถึงมณฑลกวางตุ้ง เจ้อเจียง เหอหนาน และกุ้ยโจว โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2556 ซึ่งค่าแรงขั้นต่ำที่ปรับขึ้นนี้ จะมีอัตราเฉลี่ยร้อยละ 18 โดยม<em><span style="color: #ff6600;">หานครเซี่ยงไฮ้เป็นเขตที่มีค่าแรงขั้นต่ำต่อเดือนสูงที่สุดในประเทศคือ 1,620 หยวน ซึ่งทำให้ตั้งแต่ช่วงปี 2556 ที่ผ่านมาแรงงานจีนได้รับเงินเดือนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นแล้วร้อยละ 8.5</span></em></p>
<p style="text-align: justify;">การที่  <em><span style="color: #0000ff;">จีนประกาศปรับขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำอีกร้อยละ  18</span>   </em>ครั้งนี้เพื่อช่วยลดช่องว่างของเงินเดือนระหว่างพนักงานระดับผู้จัดการกับระดับกรรมกร ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศจีนอีกอย่างหนึ่ง ที่มีกลุ่มผู้มีรายได้น้อยเป็นจำนวนมาก เกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคมอย่างชัดเจน ด้วยค่าครองชีพที่ทะยานขึ้นอย่างช้า ๆ หากไม่มีการปรับค่าแรงขั้นต่ำ อาจเกิดการประท้วงของแรงงานในประเทศได้ เพราะกลุ่มผู้ใช้แรงงานคงทนรับสภาพไม่ไหวอย่างแน่นอน</p>
<p style="text-align: justify;"><blockquote><p></p>
<h2 style="text-align: center;"><span style="color: #339966;"><strong>จะเห็นได้ว่า ปัญหาการปรับขึ้นของค่าแรงขั้นต่ำกำลังเกิดขึ้นในหลายประเทศ</strong></span></h2>
<h2 style="text-align: center;"><span style="color: #339966;"><strong> ไม่เว้นแต่แม้จีน มหาอำนาจทางธุรกิจในขณะนี้</strong></span></h2>
<p style="text-align: justify;"></p></blockquote></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #003300;"><em style="color: #0000ff; line-height: 1.5em;"><strong>ขอบคุณข้อมูลจาก : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์</strong></em></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://factoryguideline.com/%e0%b8%88%e0%b8%b5%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a8%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%82%e0%b8%b6%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%a3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
