<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Factory Guideline &#187; Featured</title>
	<atom:link href="https://factoryguideline.com/category/featured/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://factoryguideline.com</link>
	<description>factoryguideline.com ครบเครื่องเรื่องอุตสาหกรรม</description>
	<lastBuildDate>Tue, 15 Oct 2019 16:36:41 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=4.2.38</generator>
	<item>
		<title>ข้อควรระวังในการใช้ Incoterm Exwork</title>
		<link>https://factoryguideline.com/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89-incoterm-exwork/</link>
		<comments>https://factoryguideline.com/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89-incoterm-exwork/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 28 Apr 2014 14:13:52 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[Nongluck Boonsook]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Featured]]></category>
		<category><![CDATA[Incoterm]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://factoryguideline.com/?p=1776</guid>
		<description><![CDATA[นนี้เรามาขยายความจากตอนที่แล้วเกี่ยวกับ Incoterm Exwork กันค่ะว่า การเลือกใช้เงื่อนไขแบบนี้ มีโอกาสที่จะเปิดปัญหาเฉพาหน้าแบบไหนได้บ้าง ขอแบ่งเป็น 2 ส่วนนะคะ กลุ่มแรกเป็นประเภทที่ใช้ Incoterm Exwork สำหรับการนำเข้าวัตถุดิบ โดยขออธิบายขั้นตอนการทำงานคร่าว ๆ ต่อไปนี้นะคะ เพื่อให้คนที่ไม่ได้อยู่ในวงการจะได้มองภาพตามไปได้ว่า ข้อควรระวังในการใช้ Incoterm Exwork สำหรับการนำเข้าวัตถุดิบมีอะไรบ้าง Planning material วางแผนในการใช้วัตถุดิบ ซึ่งขั้นตอนนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละบริษัทว่ามีลำดับการทำงานอย่างไร อย่างเช่น  &#62; วางแผนด้วย File excel แล้วส่งต่อความต้องการให้แผนกจัดซื้อวางแผนการสั่งซื้อต่อไป กลุ่มนี้อาจจะต้องจับตาดูเรื่อง planning เป็นพิเศษ เพราะมีความเสี่ยงสูงหากคำนวณพลาด หรือมีการเปลี่ยนแปลงการผลิตแบบกะทันหัน สินค้าที่มีอยู่ในสต็อคจะปรับตัวรองรับยอดผลิตที่เข้ามาใหม่ไม่ทัน                                                                                                     &#62; วางแผนการสั่งซื้อด้วยระบบ MRP หากบริษัทนั้น ๆ ให้ความสำคัญกับระบบ มักจะเลือกใช้ระบบที่มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการข้อมูลขนาดใหญ่สูง เช่น SAP Oracle เป็นต้น แต่ถึงระบบจะดี และ RE-order point หรือการสั่งซื้อแต่ละครั้งระบบจะ run ขึ้นมาอัตโนมัติก็อย่าได้วางใจ 100% เพราะก็มีโอกาสผิดพลาดเช่นกัน อย่างเช่น ผู้ใช้ลืมตัดสต็อค ทำให้สินค้าคงคงคลังเหลือมากกว่าปกติ ทำให้ระบบไม่สั่งเปิด Order ต่อไป กว่าจะสั่งก็กลายเป็น short เสียแล้ว ก็จะไม่ทันการณ์กันล่ะค่ะ การส่งจัดใบสั่งซื้อให้ Supplier ควรจะต้องมีการติดต่อการยืนยัน order และกำหนดวันส่งสินค้า หรือ ETD (Estimate delivery date) เพื่อจะได้ไม่พลาด เพราะอาจเกิดปัญหา supplier ลืมผลิตสินค้า, ไม่ได้รับ email, พนักงานลาออกแล้วแต่ email ยังคงใช้งานอยู่ และไม่มีใครแจ้งเตือนลูกค้า กรณีเคยเกิดมาแล้วกับหลาย ๆ คน ดังนั้นวิธีการที่ดีที่สุดคือ Confirm ทุก order ที่สั่ง เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีสินค้าใช้เมื่อต้องการ ควรจะต้องทำ Forecast ร่วมกันระหว่าง ผู้ซื้อ ผู้ขาย และ Forwarder เพื่อให้เข้าใจความต้องการใช้สินค้าในแต่ละช่วงเวลาว่าประมาณเท่าไร Lead time หรือระยะเวลาในการขนส่งสินค้าปกติ ใช้เวลากี่วัน เรือเดินทางกี่วัน เดินพิธีการศุลกากรทางด้านประเทศผู้ขาย และประเทศผู้ซื้ออย่างละกี่วัน เป็นสินค้าชนิดพิเศษที่มีขั้นตอนพิเศษมากกว่าสินค้าปกติหรือไม่ หากทำเช่นนี้ได้รับรองว่าฉลุยค่ะไม่ว่าจะเป็น Incoterm แบบไหน ใช้ Forecast จากข้อ 3 ในการติดตามงานจากผู้ขายและ Forwarder เพื่อให้งานเป็นไปตามแผน การเก็บสินค้าคงคลัง หรือ Inventory ต้องมี Backup stock ในระดับที่เหมาะสม ไม่สุ่มเสี่ยงจนเกินไป เพราะหากเกิดเหตุการณ์เฉพาะหน้า เช่น สินค้า NG หรือใช้งานไม่ได้ในบาง Lot หรือเกิดพายุทำให้สินค้าเสียหาย อาจจะทำให้เกิด shortage ได้ เอกสารหรือรายละเอียดที่จะต้องใช้ในการเดินพิธีการ เช่น Invoice, packing list, คำแปลสินค้า และเอกสารอื่น ๆ ที่มี ให้เตรียมพร้อมไว้เสมอ ก่อนที่สินค้าจะมาถึงท่าเรือ ทำรอไว้เลย ไม่ใช่มาถือแล้วเพิ่งมาหาเอกสาร ทำให้เสียโอกาสไปเปล่า ต้องบอกว่า มิใช่เป็นเพียงการเลือก Incoterm เท่านั้น แต่การทำงานระหว่างแผนกจัดซื้อ, Logistic, ผู้ขาย และ forwarder จะต้องสอดคล้องต้องกัน งานจึงจะออกมาเป็นราบรื่น แต่หากองค์ประกอบไม่ครบ หากโขคดีก็ดีไป วันไหนโชคร้ายก็หยุด line การผลิตเท่านั้นเองค่ะ ต่อไปมาดูกลุ่มที่สอง การนำเข้าเครื่องจักรด้วย Incoterm Exwork ซึ่งเชื่อว่าส่วนใหญ่ไม่ค่อยทำกัน? ที่กล้าพูดแบบนี้เพราะว่า ส่วนใหญ่ทุกคนเลือกความสบาย เครื่องจักรมูลค่ามักจะเป็นหลักหลายล้าน ดังนั้นหากเกิดอะไรขึ้นระหว่างการเดินทาง ยากที่จะประเมินความเสียหายได้ นับตั้งแต่การ claim จะยุ่งยากมากเพราะมูลค่าสูง จะต้องพิสูจน์อะไรกันมากมาย ไม่จบกันง่าย ๆ แน่ แต่ที่แย่ที่สุดคงเป็นเรื่องการเสียโอกาสทางธุรกิจ เช่น Delay project โดนลูกค้าปรับ ยากที่จะจินตนาการเลยทีเดียว หากเกิดความเสียหายขึ้น เชื่อหรือไม่ว่า เรานำเข้าเครื่องจักรด้วย Incoterm Exwork  อยู่เสมอ ? เหตุผลหลักก็เรื่องการประหยัดต้นทุนนั่นเองค่ะ นอกจากนี้พอเราได้ทำบ่อย ๆ ต้องบอกว่าจะเชี่ยวชาญอัตโนมัติ เพราะปัญหามักจะเยอะมาก เพราะอะไร? เพราะเป็นการทำ shipment แบบครั้งเดียว เราไม่อาจรู้ว่าจะมีปัญหาอะไรที่รอเราอยู่ ? ถ้าเป็น Shipment ปกติ อยู่อย่างแค่ copy แล้วเปลี่ยนจำนวนสินค้า หรือบางครั้งไม่เปลียนเลย จึงง่ายกว่าเยอะ การนำเข้าเครื่องจักรจะต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง ? ที่จริงก็คล้าย ๆ กับการนำเข้าวัตถุดิบ จะมีข้อแตกต่างกันดังนี้ค่ะ ข้อควรระวังในการใช้ Incoterm Exwork สำหรับการนำเข้าเครื่องจักร กำหนด Time line สำหรับการผลิตกับผู้ขายเครื่องจักรให้ชัดเจน  ว่าเครื่องจะผลิตเสร็จเมื่อไร หลังจากนั้น จะใช้เวลาในการ Precommisioning (การทดสอบเครื่องจักรรอบแรก ณ โรงงานผู้ผลิต) กี่วัน, เครื่องจักรใช้เวลาในเตรียมที่จะส่งออก เดินทางโดยเรือกี่วัน และเดินพิธีการศุลกากรในประเทศไทยกี่วัน ติดตั้งเครื่องจักร ณ โรงงานผู้ซื้อกี่วัน และพร้อมที่จะ Commissioning เมื่อไร นี่คือความต่างระหว่างเครื่องจักรและวัตถุดิบ สำหรับวัตถุดิบขนมาถึงโรงงานก็จบที่เหลือเป็นเรื่องของฝ่ายอื่นที่จะรับไปบริหารต่อ แต่ถ้าเป็นเครื่องจักร เราต้องเข้าใจแผนการทำงานในขั้นต่อไปด้วยว่า แผนการทำงานเป็นอย่างไร เพราะเมื่อรู้วันที่เครื่องจักรมาถึงแล้ว แผนนี้จะต้องสอดคล้องกับวันที่จะให้ทาง Supervisor ของผู้ผลิตเข้ามา Commissioning และ Training เพื่อให้เครื่องจักรพร้อมที่จะทำงานต่อด้วยค่ะ ควรตรวบสอบเรื่องพิกัดภาษีนำเข้าว่าเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ ด้วยการนำรายละเอียดพร้อมรูปถ่ายส่งให้ Forwarder  นำไปตรวจสอบเพื่อวางแผนเรื่องภาษีก่อนการนำเข้าจริง แต่หากได้รับสิทธิ BOI ก็จะต้องดำเนินการยื่นเอกสารรอล่วงหน้า เมื่อสินค้ามาถึงจะได้ไม่ต้องจ่ายค่าภาษี เพียงนำเอกสารที่ทำรอไว้แล้วประกบเพื่อเดินพิธีการเท่านั้นค่ะ การเลือก Incoterm ในข้อนี้จะสนับสนุนเรื่องการวางแผนเรื่องภาษีด้วยค่ะ ตรวจสอบคุณลักษณะเฉพาะของเครื่องจักร วัตถุดิบ หรือ องค์ประกอบอื่นที่เกี่ยวข้องกับเครื่องจักรว่า เข้าเกณฑ์พิเศษข้อใดที่จะต้องขออนุญาตเป็นการเฉพาะหรือไม่ เช่น ใช้ Solvent ที่เป็นสารต้องห้าม หรือสารเคมีอันตรายที่กรมโรงงานถือเป็นวัตถุอันตรายต้องควบคุม หรือรายงานเป็นพิเศษ หากเข้าข่ายข้อนี้ จะต้องทำเรื่องรอไว้ก่อน เพราะการอนุมัติการแบบราชการมักจะใช้เวลานาน เร่งไม่ได้ ต้องระวังอย่างยิ่ง เพราะเครื่องมาถึงแล้วอาจจะออกสินค้าไม่ได้ หรือเครื่องมาจอดรอสารเคมีบางรายการก็เป็นได้ ขนาดของเครื่องจักรหรืออุปกรณ์จะบรรทุกด้วยตู้ container แบบใด เช่น มาแบบ LCL คือมาตู้รวมกับรายอื่น ๆ เหมือนขึ้นรถตู้รวม จัดสรรที่ให้เหมาะสมกับขนาดเครื่องจักร  หรือจะมาแบบ FCL หรือเป็นการเหมาตู้มาคนเดียว เหมือนเหมารถตู้มาเป็นการส่วนตัว พยายามพูดให้เป็นภาษาง่าย ๆ เพื่อน ๆ จะได้เข้าใจง่ายขึ้นค่ะ ข้อนี้ก็สำคัญนะคะ เพราะการวางแผนจองล่วงหน้าจะได้มีพื้นที่เหมาะสม ราคาไม่แพงเกินไป และมาตามแผน แต่หากรีบร้อน ก็จะเจอปัญหา ตกตู้ ไม่มีเรือ ราคาแพง และสุดท้ายก็หลุดแผนตามระเบียบ สิ่งที่จะต้องเตรียมอธิบายกันพอหอมปากหอมคอประมาณนี้ก่อน เรื่องอื่น ๆ จะมาเล่าให้ฟังในตอนต่อ ๆ ไปกันนะคะ สนใจเข้าร่วม free workshop ดูรายละเอียดได้จาก link นี้นะคะ]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 14px; line-height: 1.5em;"><span class="dropcap "><span style="color: #ffffff;"><strong>วั</strong></span></span>นนี้เรามาขยายความจากตอนที่แล้วเกี่ยวกับ </span><span style="color: #ff6600;"><i style="font-size: 14px; line-height: 1.5em;">Incoterm Exwork</i></span><span style="font-size: 14px; line-height: 1.5em;"> กันค่ะว่า การเลือกใช้เงื่อนไขแบบนี้ มีโอกาสที่จะเปิดปัญหาเฉพาหน้าแบบไหนได้บ้าง ขอแบ่งเป็น 2 ส่วนนะคะ</span></p>
<p style="text-align: justify;">กลุ่มแรกเป็นประเภทที่ใช้ <span style="color: #ff6600;"><i>Incoterm Exwork</i></span> สำหรับการนำเข้าวัตถุดิบ โดยขออธิบายขั้นตอนการทำงานคร่าว ๆ ต่อไปนี้นะคะ เพื่อให้คนที่ไม่ได้อยู่ในวงการจะได้มองภาพตามไปได้ว่า <em><span style="color: #ff6600;">ข้อควรระวังในการใช้ Incoterm Exwork </span></em>สำหรับการนำเข้าวัตถุดิบมีอะไรบ้าง</p>
<ol style="text-align: justify;">
<li><span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #888888; text-decoration: underline;"><strong>Planning material</strong> </span></span>วางแผนในการใช้วัตถุดิบ ซึ่งขั้นตอนนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละบริษัทว่ามีลำดับการทำงานอย่างไร อย่างเช่น  &gt; วางแผนด้วย File excel แล้วส่งต่อความต้องการให้แผนกจัดซื้อวางแผนการสั่งซื้อต่อไป กลุ่มนี้อาจจะต้องจับตาดูเรื่อง planning เป็นพิเศษ เพราะมีความเสี่ยงสูงหากคำนวณพลาด หรือมีการเปลี่ยนแปลงการผลิตแบบกะทันหัน สินค้าที่มีอยู่ในสต็อคจะปรับตัวรองรับยอดผลิตที่เข้ามาใหม่ไม่ทัน                                                                                                     &gt; วางแผนการสั่งซื้อด้วยระบบ MRP หากบริษัทนั้น ๆ ให้ความสำคัญกับระบบ มักจะเลือกใช้ระบบที่มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการข้อมูลขนาดใหญ่สูง เช่น SAP Oracle เป็นต้น แต่ถึงระบบจะดี และ RE-order point หรือการสั่งซื้อแต่ละครั้งระบบจะ run ขึ้นมาอัตโนมัติก็อย่าได้วางใจ 100% เพราะก็มีโอกาสผิดพลาดเช่นกัน อย่างเช่น ผู้ใช้ลืมตัดสต็อค ทำให้สินค้าคงคงคลังเหลือมากกว่าปกติ ทำให้ระบบไม่สั่งเปิด Order ต่อไป กว่าจะสั่งก็กลายเป็น short เสียแล้ว ก็จะไม่ทันการณ์กันล่ะค่ะ</li>
<li><span style="font-size: 14px; line-height: 1.5em;"><span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #888888;"><strong>การส่งจัดใบสั่งซื้อให้ Supplier ควรจะต้องมีการติดต่อการยืนยัน order และกำหนดวันส่งสินค้า</strong> </span></span>หรือ </span><em style="font-size: 14px; line-height: 1.5em;"><span style="color: #0000ff;">ETD (Estimate delivery date)</span> </em><span style="font-size: 14px; line-height: 1.5em;">เพื่อจะได้ไม่พลาด เพราะอาจเกิดปัญหา supplier ลืมผลิตสินค้า, ไม่ได้รับ email, พนักงานลาออกแล้วแต่ email ยังคงใช้งานอยู่ และไม่มีใครแจ้งเตือนลูกค้า กรณีเคยเกิดมาแล้วกับหลาย ๆ คน ดังนั้นวิธีการที่ดีที่สุดคือ Confirm ทุก order ที่สั่ง เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีสินค้าใช้เมื่อต้องการ</span></li>
<li><span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #888888;"><strong>ควรจะต้องทำ Forecast ร่วมกันระหว่าง ผู้ซื้อ ผู้ขาย และ Forwarder </strong></span></span>เพื่อให้เข้าใจความต้องการใช้สินค้าในแต่ละช่วงเวลาว่าประมาณเท่าไร Lead time หรือระยะเวลาในการขนส่งสินค้าปกติ ใช้เวลากี่วัน เรือเดินทางกี่วัน เดินพิธีการศุลกากรทางด้านประเทศผู้ขาย และประเทศผู้ซื้ออย่างละกี่วัน เป็นสินค้าชนิดพิเศษที่มีขั้นตอนพิเศษมากกว่าสินค้าปกติหรือไม่ หากทำเช่นนี้ได้รับรองว่าฉลุยค่ะไม่ว่าจะเป็น <span style="color: #0000ff;"><em>Incoterm</em></span> แบบไหน</li>
<li><span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #888888;"><strong>ใช้ Forecast จากข้อ 3 ในการติดตามงานจากผู้ขาย</strong></span></span>และ Forwarder เพื่อให้งานเป็นไปตามแผน</li>
<li><span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #888888;"><strong>การเก็บสินค้าคงคลัง หรือ Inventory ต้องมี Backup stock ในระดับที่เหมาะสม </strong></span></span>ไม่สุ่มเสี่ยงจนเกินไป เพราะหากเกิดเหตุการณ์เฉพาะหน้า เช่น สินค้า NG หรือใช้งานไม่ได้ในบาง Lot หรือเกิดพายุทำให้สินค้าเสียหาย อาจจะทำให้เกิด shortage ได้</li>
<li>เอกสารหรือรายละเอียดที่จะต้องใช้ในการเดินพิธีการ เช่น Invoice, packing list, คำแปลสินค้า และเอกสารอื่น ๆ ที่มี ให้เตรียมพร้อมไว้เสมอ ก่อนที่สินค้าจะมาถึงท่าเรือ ทำรอไว้เลย ไม่ใช่มาถือแล้วเพิ่งมาหาเอกสาร ทำให้เสียโอกาสไปเปล่า</li>
</ol>
<p style="text-align: justify;">ต้องบอกว่า มิใช่เป็นเพียงการเลือก<span style="color: #ff6600;"><i> </i><i>Incoterm</i> </span>เท่านั้น แต่การทำงานระหว่างแผนกจัดซื้อ, Logistic, ผู้ขาย และ forwarder จะต้องสอดคล้องต้องกัน งานจึงจะออกมาเป็นราบรื่น แต่หากองค์ประกอบไม่ครบ หากโขคดีก็ดีไป วันไหนโชคร้ายก็หยุด line การผลิตเท่านั้นเองค่ะ</p>
<p style="text-align: justify;">ต่อไปมาดูกลุ่มที่สอง การนำเข้าเครื่องจักรด้วย<em><span style="color: #ff6600;"> Incoterm Exwork</span> </em>ซึ่งเชื่อว่าส่วนใหญ่ไม่ค่อยทำกัน?</p>
<p style="text-align: justify;">ที่กล้าพูดแบบนี้เพราะว่า ส่วนใหญ่ทุกคนเลือกความสบาย เครื่องจักรมูลค่ามักจะเป็นหลักหลายล้าน ดังนั้นหากเกิดอะไรขึ้นระหว่างการเดินทาง ยากที่จะประเมินความเสียหายได้ นับตั้งแต่การ claim จะยุ่งยากมากเพราะมูลค่าสูง จะต้องพิสูจน์อะไรกันมากมาย ไม่จบกันง่าย ๆ แน่ แต่ที่แย่ที่สุดคงเป็นเรื่องการเสียโอกาสทางธุรกิจ เช่น Delay project โดนลูกค้าปรับ ยากที่จะจินตนาการเลยทีเดียว หากเกิดความเสียหายขึ้น</p>
<p style="text-align: justify;"><img class="aligncenter size-full wp-image-1735" src="http://factoryguideline.com/wp-content/uploads/2014/04/bigstock-freight-containers-at-the-dock-18391661.jpg" alt="freight containers at the docks ready for shipping" width="900" height="602" /></p>
<h3 style="text-align: justify;"></h3>
<h3 style="text-align: justify;"><strong>เชื่อหรือไม่ว่า เรานำเข้าเครื่องจักรด้วย <span style="color: #ff6600;"><i>Incoterm Exwork</i></span><i> </i> อยู่เสมอ ?</strong></h3>
<p style="text-align: justify;"><span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #ff0000; text-decoration: underline;">เหตุผลหลักก็เรื่องการประหยัดต้นทุนนั่นเองค่ะ นอกจากนี้พอเราได้ทำบ่อย ๆ ต้องบอกว่าจะเชี่ยวชาญอัตโนมัติ เพราะปัญหามักจะเยอะมาก</span></span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #000080;"><strong>เพราะอะไร? </strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">เพราะเป็นการทำ shipment แบบครั้งเดียว เราไม่อาจรู้ว่าจะมีปัญหาอะไรที่รอเราอยู่ ?</p>
<p style="text-align: justify;">ถ้าเป็น Shipment ปกติ อยู่อย่างแค่ copy แล้วเปลี่ยนจำนวนสินค้า หรือบางครั้งไม่เปลียนเลย จึงง่ายกว่าเยอะ</p>
<h3 style="text-align: left;"><span style="color: #000080;"><strong>การนำเข้าเครื่องจักรจะต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง ? </strong></span></h3>
<p style="text-align: left;"><strong><span style="color: #000080;">ที่จริงก็คล้าย ๆ กับการนำเข้าวัตถุดิบ จะมีข้อแตกต่างกันดังนี้ค่ะ </span><span style="color: #000080;"><em><span style="color: #ff6600;">ข้อควรระวังในการใช้ Incoterm Exwork </span></em>สำหรับการนำเข้าเครื่องจักร</span></strong></p>
<ol style="text-align: justify;">
<li><span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #999999; text-decoration: underline;"><strong>กำหนด Time line สำหรับการผลิตกับผู้ขายเครื่องจักรให้ชัดเจน</strong>  </span></span>ว่าเครื่องจะผลิตเสร็จเมื่อไร หลังจากนั้น จะใช้เวลาในการ <span style="color: #0000ff;"><em>Precommisioning (การทดสอบเครื่องจักรรอบแรก ณ โรงงานผู้ผลิต)</em></span> กี่วัน, เครื่องจักรใช้เวลาในเตรียมที่จะส่งออก เดินทางโดยเรือกี่วัน และเดินพิธีการศุลกากรในประเทศไทยกี่วัน ติดตั้งเครื่องจักร ณ โรงงานผู้ซื้อกี่วัน และพร้อมที่จะ Commissioning เมื่อไร นี่คือความต่างระหว่างเครื่องจักรและวัตถุดิบ สำหรับวัตถุดิบขนมาถึงโรงงานก็จบที่เหลือเป็นเรื่องของฝ่ายอื่นที่จะรับไปบริหารต่อ แต่ถ้าเป็นเครื่องจักร เราต้องเข้าใจแผนการทำงานในขั้นต่อไปด้วยว่า แผนการทำงานเป็นอย่างไร เพราะเมื่อรู้วันที่เครื่องจักรมาถึงแล้ว <span style="text-decoration: underline; color: #000080;">แผนนี้จะต้องสอดคล้องกับวันที่จะให้ทาง Supervisor ของผู้ผลิตเข้ามา Commissioning และ Training เพื่อให้เครื่องจักรพร้อมที่จะทำงานต่อด้วยค่ะ</span></li>
<li><span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #999999; text-decoration: underline;"><strong>ควรตรวบสอบเรื่องพิกัดภาษีนำเข้าว่าเป็นกี่เปอร์เซ็นต์</strong> </span></span>ด้วยการนำรายละเอียดพร้อมรูปถ่ายส่งให้ Forwarder  นำไปตรวจสอบเพื่อวางแผนเรื่องภาษีก่อนการนำเข้าจริง แต่หากได้รับสิทธิ BOI ก็จะต้องดำเนินการยื่นเอกสารรอล่วงหน้า เมื่อสินค้ามาถึงจะได้ไม่ต้องจ่ายค่าภาษี เพียงนำเอกสารที่ทำรอไว้แล้วประกบเพื่อเดินพิธีการเท่านั้นค่ะ การเลือก Incoterm ในข้อนี้จะสนับสนุนเรื่องการวางแผนเรื่องภาษีด้วยค่ะ</li>
<li><span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #999999;"><strong>ตรวจสอบคุณลักษณะเฉพาะของเครื่องจักร</strong></span></span> วัตถุดิบ หรือ องค์ประกอบอื่นที่เกี่ยวข้องกับเครื่องจักรว่า เข้าเกณฑ์พิเศษข้อใดที่จะต้องขออนุญาตเป็นการเฉพาะหรือไม่ เช่น ใช้ Solvent ที่เป็นสารต้องห้าม หรือสารเคมีอันตรายที่กรมโรงงานถือเป็นวัตถุอันตรายต้องควบคุม หรือรายงานเป็นพิเศษ หากเข้าข่ายข้อนี้ จะต้องทำเรื่องรอไว้ก่อน เพราะการอนุมัติการแบบราชการมักจะใช้เวลานาน เร่งไม่ได้ ต้องระวังอย่างยิ่ง เพราะเครื่องมาถึงแล้วอาจจะออกสินค้าไม่ได้ หรือเครื่องมาจอดรอสารเคมีบางรายการก็เป็นได้</li>
<li><span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #999999; text-decoration: underline;"><strong>ขนาดของเครื่องจักรหรืออุปกรณ์จะบรรทุกด้วยตู้ container แบบใด</strong> </span></span>เช่น มาแบบ LCL คือมาตู้รวมกับรายอื่น ๆ เหมือนขึ้นรถตู้รวม จัดสรรที่ให้เหมาะสมกับขนาดเครื่องจักร  หรือจะมาแบบ FCL หรือเป็นการเหมาตู้มาคนเดียว เหมือนเหมารถตู้มาเป็นการส่วนตัว พยายามพูดให้เป็นภาษาง่าย ๆ เพื่อน ๆ จะได้เข้าใจง่ายขึ้นค่ะ ข้อนี้ก็สำคัญนะคะ เพราะการวางแผนจองล่วงหน้าจะได้มีพื้นที่เหมาะสม ราคาไม่แพงเกินไป และมาตามแผน แต่หากรีบร้อน ก็จะเจอปัญหา ตกตู้ ไม่มีเรือ ราคาแพง และสุดท้ายก็หลุดแผนตามระเบียบ</li>
</ol>
<p style="text-align: justify;">สิ่งที่จะต้องเตรียมอธิบายกันพอหอมปากหอมคอประมาณนี้ก่อน เรื่องอื่น ๆ จะมาเล่าให้ฟังในตอนต่อ ๆ ไปกันนะคะ</p>
<h4 style="text-align: justify;"><span style="color: #ff0000;"><strong>สนใจเข้าร่วม free workshop ดูรายละเอียดได้จาก <a style="color: #ff0000;" href="http://factoryguideline.com/?p=1633">link นี้นะคะ</a></strong></span></h4>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://factoryguideline.com/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89-incoterm-exwork/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ข้อแนะนำในการเลือก Incoterm Exwork</title>
		<link>https://factoryguideline.com/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b8%b3%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81-incoterm-exwork/</link>
		<comments>https://factoryguideline.com/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b8%b3%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81-incoterm-exwork/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 27 Apr 2014 09:07:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[Nongluck Boonsook]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Featured]]></category>
		<category><![CDATA[Incoterm]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://factoryguideline.com/?p=1758</guid>
		<description><![CDATA[ลังจากที่ได้อ่านภาพใหญ่เกี่ยวกับ Incoterm กันแล้ว ตอนนี้เราจะเริ่มลงภาพย่อย ๆ กันทีละIncoterm กันแล้วล่ะคะ จะได้มองเห็นภาพชัดขึ้น เพราะภาพใหญ่เป็นเหมือนวิชาการ บางครั้งก็ยากเกินไปที่จะเข้าใจ หรือถ้าใครที่ไม่เคยปฏิบัติเลยนี่เลิกคิดเลย เพราะนึกไม่ออกแน่ ๆ ที่จริงเราเองก็ไม่เรียนด้าน logistic มาเลยนะคะ แต่เป็นความบังเอิญที่จะต้องทำ activities เกี่ยวกับเรื่องการลดต้นทุน และในส่วนขาเข้าเป็นต้นทุนที่สำคัญ ประกอบกับวัตถุดิบที่ซื้อมีนำเข้าอยู่หลายรายการทีเดียว รวมไปถึงเครื่องจักร ทำให้ได้มีโอกาสเข้ามาดูเรื่องนี้แบบเต็ม ๆ จะว่าเป็นโชคดีก็ได้นะคะทำให้ได้มีความรู้หลากหลายขึ้น บอกตามตรงว่าความรู้เรื่อง Logistic นำเข้า หรือ ส่งออก นั้นได้จากการพูดคุยกับ supplier, forwarder และน้อง ๆที่ทำเรื่อง BOI เป็นส่วนใหญ่ แล้วจับแต่ละจิ๊กซอมาเรียงกัน ทำให้เราเห็นภาพชัดขึ้นทุกครั้งที่เติมจิ๊กซอตัวใหม่ ความรู้ก็เพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ มาเข้าเรื่องกันเสียทีว่าจากประสบการณ์ของตัวเอง จะเลือกใช้ Incoterm exwork เมื่อไร? อดีตของการสั่งซื้อส่วนใหญ่รุ่นพี่ ๆ มักจะเลือกเป็น Incoterm CIF เป็นส่วนใหญ่ เพราะสะดวก และง่ายต่อการทำงาน ไม่ต้องคิดอะไรเยอะ ส่ง Po ให้ supplier หลังจากสินค้าผลิตเสร็จก็จะถูกส่งลงเรือ พอมาถึงปลายทางคือ ท่าเรือแหลมฉบังหรือคลองเตย แล้วแต่จะตกลงกัน ผู้ซื้อก็แค่ให้ บริษัท shipping ไปเคลียร์สินค้าออกมาเท่านั้น เตรียมเอกสาร เดินพิธีการ และจ่ายภาษี สินค้าจะถูกส่งถึงโรงงานหรือโกดังเรียบร้อย ยิ่งถ้าเป็นสินค้ารายการเดิม ๆ ก็แทบจะหลับตาทำได้เลย อาจจะมีปัญหาจุกจิกกวนใจบ้าง เช่น สินค้าเสียหายระหว่างการขนส่ง หรือ loading เพราะการเคลื่อนย้ายก็มีอาจจะมีปัญหาเสียหายบ้าง ก็ claim กันไป &#160; เมื่อง่ายแบบนี้แล้วทำไมต้องใช้ Incoterm exwork? ถ้าเป็นบริษัททั่วไปวิธีการนี้ก็น่าจะลงตัวด้วยกันทุกฝ่าย แต่สำหรับ Automotive หรือบริษัทที่ให้น้ำหนักเรื่องการลดต้นทุนแล้ว เราจะต้องคลี่ทุกจุดที่มีต้นทุนแอบแฝงออกมาให้หมด แล้วเปรียบเทียบว่า การซื้อด้วย Incoterm แบบเดิม กรณีนี้ขอเปรียบเทียบกับ Incoterm CIF แล้วกันนะคะ กับถ้าเราเปลี่ยนเป็น Incoterm Exwork แบบไหนจะถูกกว่ากัน เปรียบเทียบแล้วได้ผลอย่างไร? ต้องบอกว่าที่จะเล่าให้ฟังต่อไปนี้เป็นการเล่าจากประสบการณ์นะคะ ไม่ได้บอกว่าอะไรถูกหรือผิด หรืออะไรดีที่สุดเสมอไป หากเราซื้อเป็น Incoterm CIF ต้นทุนในการขนส่งจะประกอบไปด้วย C=Cost, I=Insurance, F=Freight  คือนอกจากราคาสินค้าที่ผู้ขายเสนอมาแล้ว ยังรวมค่าประกันและค่าขนส่งทางเรือ (Freight) ไว้อีกด้วย และค่าใข้จ่ายเหล่านี้คิดบนพื้นฐานของเงิน USD จึงมีตัวแปรคือการอ่อนค่า หรือแข็งค่าของเงินเหรียญด้วย ดังนั้นผู้ขายจึงต้องมีการเผื่อความเสี่ยงเรื่องอัตรราแลกเปลี่ยนไว้ด้วย แต่ในฐานะพ่อค้า บอกได้เลยว่าไม่มีใครบวกแค่ความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยนแน่นอน เพราะโดยธรรมการของการค้า ทุกย่างก้าวของธุรกิจอะไรที่ต้องทำงาน ต้องบวกค่าดำเนินการหรือบริหารจัดการไว้หมด ดังนั้น ในส่วนของค่าขนส่งจึงมักจะมีการบวกไว้เสมอ มากน้อยขึ้นอยู่กับประเทศที่เราค้าขายด้วย จากประสบการณ์ตรงเ เมื่อเปรียบเทียบระหว่างการนำเข้าโดย Incoterm CIF แล้วเปลี่ยนมาเป็น Incoterm Exwork ปรากฏว่าถูกกว่าเดิมประมาณ 20% โดยทั่วไปค่าเฉลี่ยจะอยู่ประมาณ 10%+ ไม่อยากเชื่อใช่มั้ยล่ะคะว่าแค่เปลี่ยนจาก Incoterm CIF มาเป็น Incoterm Exwork จะลดค่าใช้จ่ายได้ขนาดนั้น? ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อค่ะ เพราะทำมาแล้ว ที่นี้มาดูกันว่า ในเชิงการทำงานหากเปลี่ยน Incoterm แบบนี้แล้ว มีข้อดีข้อเสียอย่างไร เรามาพูดถึงข้อดีก่อนนะคะ สามารถลดต้นทุนได้มากทีเดียว ยกตัวอย่างเช่น รายการที่เราซื้อเป็นวัตถุหลัก นำเข้าปีละ 40 ล้านบาท ประมาณการค่าขนส่งไว้ 5% ของมูลค่านำเข้า อยู่ที่ประมาณ 2 ล้านบาท หากเราลดค่าใช้จ่ายได้ 20% จะคิดเป็นเงิน 400,000 บาท แล้วลองคิดต่อว่าถ้ามีแบบนี้หลาย ๆ รายการจะเป็นเงินเท่าไร เจ้าของธุรกิจอ่านแล้วอย่านิ่งเฉยนะคะ ทุกอย่างที่พูดมาคือความอยู่รอดขององค์กรทั้งนั้น การได้ปรับเปลี่ยนวิธีการ หรือหา solution ใหม่จะช่วยกระตุ้นให้ผู้ปฏิบัติงานเป็นนักคิด ข้อนี้สำคัญมาก เพราะเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มทั้งกับตัวพนักงานเองและองค์กรในการเพิ่มทักษะในการบริหารจัดการเรื่องการนำเข้าสินค้ามากยิ่งขึ้น เมื่อเปลี่ยนเป็น Incoterm exwork หมายถึง เราจะมีมูลค่าทางธุรกิจกับบริษัท forwarder มากขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสอันดีที่จะใช้ข้อมูลในการเรจรจาเรื่องการลดต้นทุนในอนาคต หรือมีโอกาสทางธุรกิจร่วมกันมากขึ้น มีข้อดีก็ย่อมมีข้อเสียบ้าง มาดูกันนะคะว่ามีข้อควรระวังอะไรบ้าง  Incoterm Exwork คือการไปรับสินค้า ณ โรงงานของผู้ขาย ดังนั้นความรับผิดชอบเรื่องการขนส่งจึงเป็นของผู้ซื้อ ความเสี่ยงของผู้ซื้อมีอะไรบ้าง หากผู้ซื้อมี Planning ที่มีความแม่นยำต่ำ หรือเก็บสต็อคน้อย ข้อนี้อันตรายมาก เพราะมี่ความเสี่ยงจะต้อง Airfreight หากนำเข้าสินค้าไม่ทัน Planning ด้านผู้ขายเองก็ไม่แม่นยำ หรือ error บ่อยข้อนี้ก็เสี่ยงเหมือนกัน  ต้องกำหนดข้อตกลงให้ชัดเจนว่าหากผู้ขายผลิตสินค้าล่าช้าจะต้องเป็นผู้จ่ายค่า Air freight ถึงแม้จะเป็น Incoterm Exwork ก็ตาม ประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะผู้ขายมักจะเกี่ยงความรับผิดชอบ หากไม่มี Agreement กันไว้ชัดเจน การกำหนดระดับสินค้าคงคลังต้องเหมาะสม หากน้อยเกินไปก็มีความเสี่ยงที่จะ shortage ได้ การเลือกสายเรือที่ Lead time ค่อนข้างแม่นยำ หากต้องการควบคุมสินค้าคงคลังแบบเข้มงวด พูดให้เข้าใจง่าย ๆ คือ ถ้าเราเก็บสต็อคน้อย แล้วยังเลือกเรือราคาถูก เหมือนขึ้นรถไฟหวานเย็น ของมาถึงช้าก็อาจจะ shortage ได้ ดั้งนั้นการกำหนดสินค้าคงคลังและการพิจารณาเรื่องค่า freight จะต้องสอดคล้องกัน เพื่อไม่ให้มีความเสี่ยงเกินไป หลายท่านอาจจะสงสัยว่าทำไมจะต้องคิดอะไรมากมาย ที่อยากให้คิดเพราะทุกอย่างคือต้นทุน เก็บเยอะเกินไปก็เงินจม เก็บน้อยไปก็ shortage จึงต้อง่พิจารณาปัจจัยรอบด้านด้วยค่ะ ไมใช่แค่มองเรื่องการเก็บสต็อค ปัจจัยเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้เกี่ยวโยงกันหมด และอย่ามองข้ามปัญหาเล็กน้อยที่อาจจะนำพามาสู่ปัญหาใหญ่ได้ค่ะ หวังว่าเพื่อน ๆ คงได้แนวทางในเลือกเลือกใช้ Incoterm Exwork กันแล้วนะคะ อย่าลืมว่าต้องปรับใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของตัวเองนะคะ นี่เป็นแนวทางเท่านั้นค่ะ  สนใจเข้าร่วม free workshop ดูรายละเอียดได้จาก link นี้นะคะ]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-size: 14px; line-height: 1.5em;"><span class="dropcap "><span style="color: #ffffff;"><strong>ห</strong></span></span>ลังจากที่ได้อ่านภาพใหญ่เกี่ยวกับ</span><span style="color: #333399;"><i style="font-size: 14px; line-height: 1.5em;"> </i><span style="color: #ff6600;"><i style="font-size: 14px; line-height: 1.5em;">Incoterm</i></span></span><span style="font-size: 14px; line-height: 1.5em;"> กันแล้ว ตอนนี้เราจะเริ่มลงภาพย่อย ๆ กันทีละ</span><span style="color: #ff6600;"><i style="font-size: 14px; line-height: 1.5em;">Incoterm</i></span><span style="font-size: 14px; line-height: 1.5em;"> กันแล้วล่ะคะ จะได้มองเห็นภาพชัดขึ้น เพราะภาพใหญ่เป็นเหมือนวิชาการ บางครั้งก็ยากเกินไปที่จะเข้าใจ หรือถ้าใครที่ไม่เคยปฏิบัติเลยนี่เลิกคิดเลย เพราะนึกไม่ออกแน่ ๆ ที่จริงเราเองก็ไม่เรียนด้าน logistic มาเลยนะคะ แต่เป็นความบังเอิญที่จะต้องทำ activities เกี่ยวกับเรื่องการลดต้นทุน และในส่วนขาเข้าเป็นต้นทุนที่สำคัญ ประกอบกับวัตถุดิบที่ซื้อมีนำเข้าอยู่หลายรายการทีเดียว รวมไปถึงเครื่องจักร ทำให้ได้มีโอกาสเข้ามาดูเรื่องนี้แบบเต็ม ๆ จะว่าเป็นโชคดีก็ได้นะคะทำให้ได้มีความรู้หลากหลายขึ้น บอกตามตรงว่าความรู้เรื่อง Logistic นำเข้า หรือ ส่งออก นั้นได้จากการพูดคุยกับ supplier, forwarder และน้อง ๆที่ทำเรื่อง BOI เป็นส่วนใหญ่ แล้วจับแต่ละจิ๊กซอมาเรียงกัน ทำให้เราเห็นภาพชัดขึ้นทุกครั้งที่เติมจิ๊กซอตัวใหม่ ความรู้ก็เพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ</span></p>
<p><strong>มาเข้าเรื่องกันเสียทีว่าจากประสบการณ์ของตัวเอง จะเลือกใช้<span style="color: #0000ff;"> <i>Incoterm exwork</i> </span>เมื่อไร?</strong></p>
<p>อดีตของการสั่งซื้อส่วนใหญ่รุ่นพี่ ๆ มักจะเลือกเป็น <span style="color: #ff0000;"><i>Incoterm CIF</i></span> เป็นส่วนใหญ่ เพราะสะดวก และง่ายต่อการทำงาน ไม่ต้องคิดอะไรเยอะ ส่ง Po ให้ supplier หลังจากสินค้าผลิตเสร็จก็จะถูกส่งลงเรือ พอมาถึงปลายทางคือ ท่าเรือแหลมฉบังหรือคลองเตย แล้วแต่จะตกลงกัน ผู้ซื้อก็แค่ให้ บริษัท shipping ไปเคลียร์สินค้าออกมาเท่านั้น เตรียมเอกสาร เดินพิธีการ และจ่ายภาษี สินค้าจะถูกส่งถึงโรงงานหรือโกดังเรียบร้อย ยิ่งถ้าเป็นสินค้ารายการเดิม ๆ ก็แทบจะหลับตาทำได้เลย อาจจะมีปัญหาจุกจิกกวนใจบ้าง เช่น สินค้าเสียหายระหว่างการขนส่ง หรือ loading เพราะการเคลื่อนย้ายก็มีอาจจะมีปัญหาเสียหายบ้าง ก็ claim กันไป</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>เมื่อง่ายแบบนี้แล้วทำไมต้องใช้ <span style="color: #0000ff;"><i>Incoterm exwork</i></span>?</strong></p>
<p>ถ้าเป็นบริษัททั่วไปวิธีการนี้ก็น่าจะลงตัวด้วยกันทุกฝ่าย แต่สำหรับ Automotive หรือบริษัทที่ให้น้ำหนักเรื่องการลดต้นทุนแล้ว เราจะต้องคลี่ทุกจุดที่มีต้นทุนแอบแฝงออกมาให้หมด แล้วเปรียบเทียบว่า การซื้อด้วย<span style="color: #ff6600;"> <i>Incoterm</i></span> แบบเดิม กรณีนี้ขอเปรียบเทียบกับ <em><span style="color: #ff0000;">Incoterm CIF</span> </em>แล้วกันนะคะ กับถ้าเราเปลี่ยนเป็น <span style="color: #0000ff;"><i>Incoterm Exwork</i></span> แบบไหนจะถูกกว่ากัน</p>
<p><a href="http://factoryguideline.com/wp-content/uploads/2014/03/bigstock-Industrial-Container-Cargo-fre-39730045.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-1708" src="http://factoryguideline.com/wp-content/uploads/2014/03/bigstock-Industrial-Container-Cargo-fre-39730045.jpg" alt="Industrial Container Cargo freight ship with working crane bridg" width="900" height="600" /></a></p>
<p><strong>เปรียบเทียบแล้วได้ผลอย่างไร?</strong></p>
<p>ต้องบอกว่าที่จะเล่าให้ฟังต่อไปนี้เป็นการเล่าจากประสบการณ์นะคะ ไม่ได้บอกว่าอะไรถูกหรือผิด หรืออะไรดีที่สุดเสมอไป หากเราซื้อเป็น<span style="color: #ff0000;"> <i>Incoterm CIF</i></span> ต้นทุนในการขนส่งจะประกอบไปด้วย <b>C=Cost, I=Insurance, F=Freight</b>  คือนอกจากราคาสินค้าที่ผู้ขายเสนอมาแล้ว ยังรวมค่าประกันและค่าขนส่งทางเรือ (Freight) ไว้อีกด้วย และค่าใข้จ่ายเหล่านี้คิดบนพื้นฐานของเงิน USD จึงมีตัวแปรคือการอ่อนค่า หรือแข็งค่าของเงินเหรียญด้วย ดังนั้นผู้ขายจึงต้องมีการเผื่อความเสี่ยงเรื่องอัตรราแลกเปลี่ยนไว้ด้วย แต่ในฐานะพ่อค้า บอกได้เลยว่าไม่มีใครบวกแค่ความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยนแน่นอน เพราะโดยธรรมการของการค้า ทุกย่างก้าวของธุรกิจอะไรที่ต้องทำงาน ต้องบวกค่าดำเนินการหรือบริหารจัดการไว้หมด ดังนั้น ในส่วนของค่าขนส่งจึงมักจะมีการบวกไว้เสมอ มากน้อยขึ้นอยู่กับประเทศที่เราค้าขายด้วย จากประสบการณ์ตรงเ เมื่อเปรียบเทียบระหว่างการนำเข้าโดย<span style="color: #ff0000;"> <i>Incoterm CIF</i> </span>แล้วเปลี่ยนมาเป็น<span style="color: #0000ff;"> <i>Incoterm</i><i> Exwork</i> </span>ปรากฏว่าถูกกว่าเดิมประมาณ 20% โดยทั่วไปค่าเฉลี่ยจะอยู่ประมาณ 10%+</p>
<p><strong>ไม่อยากเชื่อใช่มั้ยล่ะคะว่าแค่เปลี่ยนจาก <span style="color: #ff0000;"><i>Incoterm CIF</i></span> มาเป็น <span style="color: #0000ff;"><i>Incoterm Exwork</i> </span>จะลดค่าใช้จ่ายได้ขนาดนั้น?</strong></p>
<p>ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อค่ะ เพราะทำมาแล้ว</p>
<p><strong>ที่นี้มาดูกันว่า ในเชิงการทำงานหากเปลี่ยน <span style="color: #ff6600;"><em>Incoterm</em> </span>แบบนี้แล้ว มีข้อดีข้อเสียอย่างไร เรามาพูดถึงข้อดีก่อนนะคะ</strong></p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-1700" src="http://factoryguideline.com/wp-content/uploads/2014/03/bigstock-Close-up-of-male-hands-with-pe-46137757.jpg" alt="Close-up of male hands with pen over document" width="900" height="600" /></p>
<ol>
<li>สามารถลดต้นทุนได้มากทีเดียว ยกตัวอย่างเช่น รายการที่เราซื้อเป็นวัตถุหลัก นำเข้าปีละ 40 ล้านบาท ประมาณการค่าขนส่งไว้ 5% ของมูลค่านำเข้า อยู่ที่ประมาณ 2 ล้านบาท หากเราลดค่าใช้จ่ายได้ 20% จะคิดเป็นเงิน 400,000 บาท แล้วลองคิดต่อว่าถ้ามีแบบนี้หลาย ๆ รายการจะเป็นเงินเท่าไร เจ้าของธุรกิจอ่านแล้วอย่านิ่งเฉยนะคะ ทุกอย่างที่พูดมาคือความอยู่รอดขององค์กรทั้งนั้น</li>
<li>การได้ปรับเปลี่ยนวิธีการ หรือหา solution ใหม่จะช่วยกระตุ้นให้ผู้ปฏิบัติงานเป็นนักคิด ข้อนี้สำคัญมาก เพราะเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มทั้งกับตัวพนักงานเองและองค์กรในการเพิ่มทักษะในการบริหารจัดการเรื่องการนำเข้าสินค้ามากยิ่งขึ้น</li>
<li>เมื่อเปลี่ยนเป็น <span style="color: #0000ff;"><i>Incoterm exwork</i> </span>หมายถึง เราจะมีมูลค่าทางธุรกิจกับบริษัท forwarder มากขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสอันดีที่จะใช้ข้อมูลในการเรจรจาเรื่องการลดต้นทุนในอนาคต หรือมีโอกาสทางธุรกิจร่วมกันมากขึ้น</li>
</ol>
<p>มีข้อดีก็ย่อมมีข้อเสียบ้าง มาดูกันนะคะว่ามีข้อควรระวังอะไรบ้าง  <span style="color: #0000ff;"><i>Incoterm Exwork</i></span> คือการไปรับสินค้า ณ โรงงานของผู้ขาย ดังนั้นความรับผิดชอบเรื่องการขนส่งจึงเป็นของผู้ซื้อ ความเสี่ยงของผู้ซื้อมีอะไรบ้าง</p>
<ol>
<li>หากผู้ซื้อมี Planning ที่มีความแม่นยำต่ำ หรือเก็บสต็อคน้อย ข้อนี้อันตรายมาก เพราะมี่ความเสี่ยงจะต้อง Airfreight หากนำเข้าสินค้าไม่ทัน</li>
<li>Planning ด้านผู้ขายเองก็ไม่แม่นยำ หรือ error บ่อยข้อนี้ก็เสี่ยงเหมือนกัน  ต้องกำหนดข้อตกลงให้ชัดเจนว่าหากผู้ขายผลิตสินค้าล่าช้าจะต้องเป็นผู้จ่ายค่า Air freight ถึงแม้จะเป็น <span style="color: #0000ff;"><i>Incoterm Exwork</i></span> ก็ตาม ประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะผู้ขายมักจะเกี่ยงความรับผิดชอบ หากไม่มี Agreement กันไว้ชัดเจน</li>
<li>การกำหนดระดับสินค้าคงคลังต้องเหมาะสม หากน้อยเกินไปก็มีความเสี่ยงที่จะ shortage ได้</li>
<li>การเลือกสายเรือที่ Lead time ค่อนข้างแม่นยำ หากต้องการควบคุมสินค้าคงคลังแบบเข้มงวด พูดให้เข้าใจง่าย ๆ คือ ถ้าเราเก็บสต็อคน้อย แล้วยังเลือกเรือราคาถูก เหมือนขึ้นรถไฟหวานเย็น ของมาถึงช้าก็อาจจะ shortage ได้ ดั้งนั้นการกำหนดสินค้าคงคลังและการพิจารณาเรื่องค่า freight จะต้องสอดคล้องกัน เพื่อไม่ให้มีความเสี่ยงเกินไป</li>
</ol>
<p>หลายท่านอาจจะสงสัยว่าทำไมจะต้องคิดอะไรมากมาย ที่อยากให้คิดเพราะทุกอย่างคือต้นทุน เก็บเยอะเกินไปก็เงินจม เก็บน้อยไปก็ shortage จึงต้อง่พิจารณาปัจจัยรอบด้านด้วยค่ะ ไมใช่แค่มองเรื่องการเก็บสต็อค ปัจจัยเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้เกี่ยวโยงกันหมด และอย่ามองข้ามปัญหาเล็กน้อยที่อาจจะนำพามาสู่ปัญหาใหญ่ได้ค่ะ</p>
<p style="text-align: center;"><span style="color: #008000;"><strong>หวังว่าเพื่อน ๆ คงได้แนวทางในเลือกเลือกใช้ <i>Incoterm Exwork</i> กันแล้วนะคะ อย่าลืมว่าต้องปรับใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของตัวเองนะคะ นี่เป็นแนวทางเท่านั้นค่ะ </strong></span></p>
<h4 style="text-align: justify;"><span style="color: #ff0000;"><strong>สนใจเข้าร่วม free workshop ดูรายละเอียดได้จาก <a href="http://factoryguideline.com/?p=1633">link นี้นะคะ</a></strong></span></h4>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://factoryguideline.com/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b8%b3%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81-incoterm-exwork/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>พักการเจรจาเพื่อหา solution</title>
		<link>https://factoryguideline.com/%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%ab%e0%b8%b2-solution/</link>
		<comments>https://factoryguideline.com/%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%ab%e0%b8%b2-solution/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 23 Apr 2014 17:36:01 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[Nongluck Boonsook]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Featured]]></category>
		<category><![CDATA[ปากเป็นเอก]]></category>
		<category><![CDATA[การเปลี่ยนแปลที่คุณทำขึ้นจะหายไปถ้าคุณออกไปจากหน้านี้Are you sure you want to leave this page?]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://factoryguideline.com/?p=1689</guid>
		<description><![CDATA[กการเจรจา เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้กับทุกเวที ไม่ว่าจะเป็นการหาข้อสรุปในการทำธุรกิจร่วมกัน ความขัดแย้ง หรือปัญหาใด ๆ ก็ตาม ถามว่าทำไม? คนอยู่นอกเวทีอาจจะไม่เข้าใจ แต่ในฐานะคนวงใน ผ่านเหตุการณ์แบบนี้มาบ่อย เลยเก็บมาเล่าให้ฟังก่อนหน่อยแล้วกันค่ะ มีเหตุการณ์หนึ่งที่ประทับใจมาก เรามีกรณีที่ตกลงหาข้อสรุปกันไม่ได้ ประเด็นหลักก็เป็นเรื่องเงินกับ scope การทำงานไม่ค่อยเคลียร์ ทุกคนจึงวางตำแหน่งที่ตัวเองจะเสียเปรียบเทียบไม่ได้ เพราะต่างต้องรักษาผลประโยชน์ขององค์กร มิใช่นั้นก็จะกลายเป็นเหมือนบกพร่องต่อหน้าที่ จนบางครั้งลืมไปว่า หากต่างคนต่างยืนอยู่ที่จุดเดิม โดยไม่ยอมขยับแม้แต่น้อย deal หรือข้อตกลงใหม่ ๆ ไม่อาจจะเกิดขึ้นได้เลย เราอาจจะต้องขยับซ้าย ขวา หน้า หลัง เพื่อให้วงที่พวกเราขีดไว้มีที่ให้เราทั้งคู่ยืนอยู่ได้ด้วยกันแบบสบาย ๆ ไม่มีใครตกขอบ หรือยืนตัวลีบ ตัวเกร็ง แต่เพื่อนอีกคนยืนเบ่งพุงบาน การเจรจารอบนั้นเราอยู่ในสถานการณ์ที่เคร่งเครียด ไม่มีใครยอมถอย สีหน้า อาการ บ่งบอกถึงความตึงเครียด ตอนนั้นนายใหญ่มันมามองเราแล้วก็พูดออกมาว่า “ไม่ได้เสริ์ฟน้ำกับกาแฟแขกเหรอ เราก็ผายมือไปทางด้านข้างว่าเตรียมไว้แล้วค่ะ แต่ทุกคนเคร่งเครียดกันจนไม่มีใครสนใจ” “เดี๋ยวเราดื่มน้ำชา กาแฟ กันก่อนแล้วกัน” แค่สองประโยคนี้ เกมส์การเจรจาเปลี่ยน และพลิกผันในบัดดล เหมือนการพักรบให้ทุกคนได้ผ่อนคลาย ได้คิด ได้ไตร่ตรอง ทั้งสองฝ่ายได้คุยกันมากขึ้น เปิดพื้นที่ส่วนตัว เพราะตอนนี้ดื่มกาแฟก็จะคุยในเรื่องที่เบาลง สารทุกข์สุกดิบ แทนที่จะคาดคั้นกันในเป้าหมายที่ต่างคนต่างต้องการ คู่เจรจาแฮปปี้มาก เห็นได้ชัดว่าเขารู้สึกยกภูเขาออกจากอก เพราะตอนนั้นเขาอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องตอบคำถามเราในบางประเด็นที่ ยอมรับว่ายาก และบางจุดก็ไม่ชัดเจน แต่เราเองก็มีประเด็นที่ไม่ชัดเจนเช่นกัน ทำให้ต่างฝ่ายต่างได้มาคุยกันมากขึ้น กาแฟแก้วนี้ดื่มกันยาวนานมาก แต่ก็คุ้มค่ากับการรอคอย เพราะทุกคนกลับมาแบบมี new idea และ new solution จนหัวัหน้าทีมของฝ่ายคู่เจรจาพูดออกมาเลยว่า relationship ที่เราสร้างขึ้นเมื่อตอน พักการเจรจา ทำให้เรามีสิ่งที่จะนำเสนอดังต่อไปนี้…… หลัง่จากนั้นทุกอย่างพลิกจากความเคร่งเครียดเป็นบรรยากาศของการ compromise ช่วยกันคิด แบ่งปันกันรับผิดชอบ พูดคุยกันด้วยอัธยาศัยไมตรี เพราะต่างคนต่างรู้ว่า เป้าหมายของพวกเราคือ การพักเจรจา เพื่อต้องการหา solution เมื่อทุกคนมายืนอยู่จุดนี้ ทุกอย่างกลายเป็นง่ายไปหมด กว่าหลายชั่วโมงที่ผ่านไป อาจจะดูยาวนาน แต่มิได้ผ่านได้แบบเปล่าประโยชน์ พวกเราว่าเกือบสิบคนได้เรียนรู้ว่า การพักการเจรจา  ในวินาทีนั้นเป็นการตัดสินใจที่ช่างชาญฉลาด และเหมาะเจาะกับเวลาพอดิบพอดี ไม่ปล่อยให้เลยไปถึงจุดที่เราคุยกันไม่รู้เรื่องแล้ว ตอนนี้ก็จะยากและเสียเวลามากเกินไป การได้อยู่ในสถานการณ์แบบนี้ช่างเป็นการเก็บเกี่ยวชั่วโมงบินที่หาที่ไหนไม่ได้จริง ๆ มีคุณค่าทั้งเรื่องการตัดสินใจ เทคนิคการพูดคุย อีกทั้งเรื่องภาษาก็เป็นเรื่องสำคัญ ปกติเราใช้ภาษาอังกฤษในการสนทนากับต่างชาติเพราะถือว่าเป็นภาษากลาง ในท่วงทำนองเราก็อาจจะใช้ภาษาของเจ้าของภาษาเพื่อให้เขารู้สึกว่าเราเข้าถึงวัฒนธรรมและเข้าใจเขามากขึ้น เป็นอีกเทคนิคเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่ควรละเลย โดยเฉพาะชาวญี่ปุ่น มักชอบใจหากเราสามารถทักทาย กล่าวขอบคุณ กล่าวขอโทษเป็นภาษาญี่ปุ่นได้ Case study สำหรับการ พักการเจรจา นี้ น่าจะเป็นอีกแนวทางหนึ่งให้เพื่อน ๆ ได้ใช้ในหลาย ๆ เวทีกันนะคะ เพราะไม่ว่าจะเป็นกรณีใด ๆ สุดท้าย the best solution หรือการเจรจาค่ะ]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><span class="dropcap dropcap1 "><span style="color: #ffffff;">พั</span></span><b style="line-height: 1.5em;"><i>กการเจรจา</i></b><span style="line-height: 1.5em;"> เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้กับทุกเวที ไม่ว่าจะเป็นการหาข้อสรุปในการทำธุรกิจร่วมกัน ความขัดแย้ง หรือปัญหาใด ๆ ก็ตาม</span></p>
<h2 style="text-align: justify;"><span style="color: #000080;">ถามว่าทำไม?</span></h2>
<p style="text-align: justify;">คนอยู่นอกเวทีอาจจะไม่เข้าใจ แต่ในฐานะคนวงใน ผ่านเหตุการณ์แบบนี้มาบ่อย เลยเก็บมาเล่าให้ฟังก่อนหน่อยแล้วกันค่ะ มีเหตุการณ์หนึ่งที่ประทับใจมาก เรามีกรณีที่ตกลงหาข้อสรุปกันไม่ได้ ประเด็นหลักก็เป็นเรื่องเงินกับ scope การทำงานไม่ค่อยเคลียร์ ทุกคนจึงวางตำแหน่งที่ตัวเองจะเสียเปรียบเทียบไม่ได้ เพราะต่างต้องรักษาผลประโยชน์ขององค์กร มิใช่นั้นก็จะกลายเป็นเหมือนบกพร่องต่อหน้าที่ จนบางครั้งลืมไปว่า หากต่างคนต่างยืนอยู่ที่จุดเดิม โดยไม่ยอมขยับแม้แต่น้อย deal หรือข้อตกลงใหม่ ๆ ไม่อาจจะเกิดขึ้นได้เลย เราอาจจะต้องขยับซ้าย ขวา หน้า หลัง เพื่อให้วงที่พวกเราขีดไว้มีที่ให้เราทั้งคู่ยืนอยู่ได้ด้วยกันแบบสบาย ๆ ไม่มีใครตกขอบ หรือยืนตัวลีบ ตัวเกร็ง แต่เพื่อนอีกคนยืนเบ่งพุงบาน</p>
<p style="text-align: justify;">การเจรจารอบนั้นเราอยู่ในสถานการณ์ที่เคร่งเครียด ไม่มีใครยอมถอย สีหน้า อาการ บ่งบอกถึงความตึงเครียด ตอนนั้นนายใหญ่มันมามองเราแล้วก็พูดออกมาว่า “ไม่ได้เสริ์ฟน้ำกับกาแฟแขกเหรอ เราก็ผายมือไปทางด้านข้างว่าเตรียมไว้แล้วค่ะ แต่ทุกคนเคร่งเครียดกันจนไม่มีใครสนใจ” “เดี๋ยวเราดื่มน้ำชา กาแฟ กันก่อนแล้วกัน” แค่สองประโยคนี้ เกมส์การเจรจาเปลี่ยน และพลิกผันในบัดดล เหมือนการพักรบให้ทุกคนได้ผ่อนคลาย ได้คิด ได้ไตร่ตรอง ทั้งสองฝ่ายได้คุยกันมากขึ้น เปิดพื้นที่ส่วนตัว เพราะตอนนี้ดื่มกาแฟก็จะคุยในเรื่องที่เบาลง สารทุกข์สุกดิบ แทนที่จะคาดคั้นกันในเป้าหมายที่ต่างคนต่างต้องการ</p>
<p style="text-align: justify;"><img class="aligncenter size-full wp-image-1535" alt="coffee refill. cup of fresh espresso, view from above" src="http://factoryguideline.com/wp-content/uploads/2014/04/bigstock-coffee-refill-cup-of-fresh-es-47132527.jpg" width="900" height="900" /></p>
<p style="text-align: justify;">คู่เจรจาแฮปปี้มาก เห็นได้ชัดว่าเขารู้สึกยกภูเขาออกจากอก เพราะตอนนั้นเขาอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องตอบคำถามเราในบางประเด็นที่ ยอมรับว่ายาก และบางจุดก็ไม่ชัดเจน แต่เราเองก็มีประเด็นที่ไม่ชัดเจนเช่นกัน ทำให้ต่างฝ่ายต่างได้มาคุยกันมากขึ้น</p>
<p style="text-align: justify;">กาแฟแก้วนี้ดื่มกันยาวนานมาก แต่ก็คุ้มค่ากับการรอคอย เพราะทุกคนกลับมาแบบมี new idea และ new solution จนหัวัหน้าทีมของฝ่ายคู่เจรจาพูดออกมาเลยว่า relationship ที่เราสร้างขึ้นเมื่อตอน <span style="color: #ff9900;"><b><i>พักการเจรจา</i></b></span> ทำให้เรามีสิ่งที่จะนำเสนอดังต่อไปนี้……</p>
<p style="text-align: justify;">หลัง่จากนั้นทุกอย่างพลิกจากความเคร่งเครียดเป็นบรรยากาศของการ compromise ช่วยกันคิด แบ่งปันกันรับผิดชอบ พูดคุยกันด้วยอัธยาศัยไมตรี เพราะต่างคนต่างรู้ว่า เป้าหมายของพวกเราคือ <span style="color: #000080;"><strong><span style="text-decoration: underline;"><span style="text-decoration: underline;"><i>การพักเจรจา เพื่อต้องการหา </i><i>solution</i> </span></span></strong></span>เมื่อทุกคนมายืนอยู่จุดนี้ ทุกอย่างกลายเป็นง่ายไปหมด</p>
<p style="text-align: justify;">กว่าหลายชั่วโมงที่ผ่านไป อาจจะดูยาวนาน แต่มิได้ผ่านได้แบบเปล่าประโยชน์ พวกเราว่าเกือบสิบคนได้เรียนรู้ว่า <span style="color: #ff9900;"><b><i>การพักการเจรจา </i></b> </span>ในวินาทีนั้นเป็นการตัดสินใจที่ช่างชาญฉลาด และเหมาะเจาะกับเวลาพอดิบพอดี ไม่ปล่อยให้เลยไปถึงจุดที่เราคุยกันไม่รู้เรื่องแล้ว ตอนนี้ก็จะยากและเสียเวลามากเกินไป</p>
<p style="text-align: justify;">การได้อยู่ในสถานการณ์แบบนี้ช่างเป็นการเก็บเกี่ยวชั่วโมงบินที่หาที่ไหนไม่ได้จริง ๆ มีคุณค่าทั้งเรื่องการตัดสินใจ เทคนิคการพูดคุย อีกทั้งเรื่องภาษาก็เป็นเรื่องสำคัญ ปกติเราใช้ภาษาอังกฤษในการสนทนากับต่างชาติเพราะถือว่าเป็นภาษากลาง ในท่วงทำนองเราก็อาจจะใช้ภาษาของเจ้าของภาษาเพื่อให้เขารู้สึกว่าเราเข้าถึงวัฒนธรรมและเข้าใจเขามากขึ้น เป็นอีกเทคนิคเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่ควรละเลย โดยเฉพาะชาวญี่ปุ่น มักชอบใจหากเราสามารถทักทาย กล่าวขอบคุณ กล่าวขอโทษเป็นภาษาญี่ปุ่นได้</p>
<p style="text-align: justify;">Case study สำหรับการ <span style="color: #ff9900;"><b><i>พักการเจรจา</i></b></span> นี้ น่าจะเป็นอีกแนวทางหนึ่งให้เพื่อน ๆ ได้ใช้ในหลาย ๆ เวทีกันนะคะ เพราะไม่ว่าจะเป็นกรณีใด ๆ สุดท้าย the best solution หรือการเจรจาค่ะ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://factoryguideline.com/%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%ab%e0%b8%b2-solution/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ถอดบทเรียน “เรือล่มที่เกาหลีใต้” ให้อะไรแก่ผู้ประกอบการบ้าง ในเรื่องของความปลอดภัย?</title>
		<link>https://factoryguideline.com/%e0%b8%96%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%80/</link>
		<comments>https://factoryguideline.com/%e0%b8%96%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%80/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 20 Apr 2014 04:58:36 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[Nongluck Boonsook]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Featured]]></category>
		<category><![CDATA[Training Trip]]></category>
		<category><![CDATA[มีอะไรในปี 2557]]></category>
		<category><![CDATA[ถอดบทเรียน “เรือล่มที่เกาหลีใต้” ให้อะไรแก่ผู้ประกอบการบ้าง?]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://factoryguideline.com/?p=1656</guid>
		<description><![CDATA[Update 25 เมษายน ข้อมูลเพิ่มเติมจากข่าวเหตุการณ์ครั้งคือการต่อเติมเรือเกินกว่าที่ขออนุญาตไว้  และยังมีเรื่องของการใช้เรือเกินกว่าที่ควรจะเป็นคือ 15 ปี แต่ดูเหมือนจะใช้ไปแล้ว 18 ปี นี่ก็จะเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่เป็นต้นเหตุของอุบัติเหตุ เพราะใช้งานเกินกำลัง และเกินอายุที่ควรจะใช้งานได้ ท้้งสองเหตุนี้เป็นเรื่องของการไม่ได้รักษามาตรฐานในการทำงาน และหลักของความปลอดภัย ได้แต่ฝากย้ำเตือนกันนะคะ บางเรื่องอาจจะทำให้ธุรกิจเรามีกำไรมากขึ้นบ้าง แต่จะคุ้มกับความเสียหายที่จะเกิดขึ้นตามมาหรือเปล่าต้องลองประเมินดู โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยเป็นสิ่งที่ต่อรองไม่ได้เลยตามหลักการของ safety เรื่่องราวคราวนี้จึงควรถอดออกมาเป็นบทเรียน เพื่อปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น อย่าแค่ให้ผ่านพ้นไปเป็นไฟไหม้ฟาง]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><div class="wpb_row row-fluid">
	<div class="span6 wpb_column column_container">
		<div class="wpb_wrapper">
			<span class="dropcap dropcap1 "><span style="color: #ffffff;"><strong>ข่</strong></span></span>าวดังในรอบสอบสัปดาห์ <em><strong><span style="color: #ff6600;"> เรือล่มที่เกาหลีใต้ ทำให้เราต้องนำมา ถอดบทเรีบน เรือล่มที่เกาหลีใต้ ให้อะไรแก่ผู้ประกอบการบ้าง ในเรื่องของความปลอดภัย ?</span></strong></em></p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #008080;">อ่านแล้วอย่าเพิ่งสงสัยนะคะว่า เรือล่มแล้วเกี่ยวอะไรกับวงการอุตสาหกรรม?</span></strong></p>
<p style="text-align: justify;">ถ้าอ้างอิงจากข้อมูลในข่าว มีประเด็นที่น่าสนใจแล้วนำมาวิเคราะหา์ เทียบเคียง กับระบบในอุตสาหกรรม เพื่อนำมาปรับปรุงข้อบกพร่องได้ดังนี้ค่ะ</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #ff6600;"><em><strong> เรือล่มที่เกาหลีใต้ </strong></em></span>กัปตันให้ผู้โดยสารอยู่นิ่ง และเข้าไปอยู่ในห้องโดยสาร เพราะมองว่าข้างนอกคลื่นลมแรง และอากาศหนาวจัดมีความเสี่ยงมากกว่าอยู่บนเรือ ในช่วง 30 นาที  ถ้าดูข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่าการจะช่วยให้ผู้โดยสารปลอดภัยต้องให้อพยพก่อนที่เรือจะเอียงเกิน  30 องศา เพราะถ้าเกินกว่านั้น จะเป็นการยากต่อการทรงตัว แสดงว่าการ <span style="color: #3366ff;"><em>Training </em></span>ในเรื่องของการปลอดภัย หรือการแก้ไขเหตุการณ์เฉพาะหน้าอาจจะน้อยเกินไปทำให้การตัดสินใจผิดพลาด คือปรารถนาดี แต่ประเมินสถานการณ์ผิดไป</p>
<p style="text-align: justify;"><img class="aligncenter size-medium wp-image-1669" alt="water-1" src="http://factoryguideline.com/wp-content/uploads/2014/04/water-1-300x225.jpg" width="300" height="225" /></p>
<p style="text-align: justify;">
		</div> 
	</div> 

	<div class="span6 wpb_column column_container">
		<div class="wpb_wrapper">
			ส่วนประเด็นก่อนเรือล่มที่ตามข่าวบอกว่า ให้ผู้ช่วยที่ไม่ชำนาญเป็นผู้ควบคุมคุมการเลี้ยว แล้วหักเลี้ยวเร็วเกินไปทำให้เรือเอียง ประกอบกับมีรถยนต์จำนวนมาก เมื่อเรือเลี้ยวกะทันหันทำให้น้ำหนักเทไปด้านใดด้านหนึ่ง เรือจึงเอียง นี่น่าจะเป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้เรือล่ม ข้อนี้หลักการ Training อีกเช่นกัน เพราะเรือโดยสารขนาดนี้ต้องการผู้ชำนาญการ เพราะต้องรับผิดชอบคนอีกมากมาย หากชั่วโมงบินน้อยเกินไปเมื่อพลาดจึงไม่มีโอกาสแก้ตัว และนอกจากเรื่อง<em><span style="color: #3366ff;"> Training</span> </em>แล้ว ข้อนี้ยังสอดคล้องกับเรื่อง safety เพราะการทำงานใด ๆ นั้นจะต้องมี <em>WI (Work in process) </em>เหมือนเป็นคู่มือในการทำงานที่ผู้ทำงานต้องตระหนักว่า จุดใดพลาดไม่ได้ หรือเป็นข้อห้าม โดยเฉพาะเรือโดยสารแบบนี้ เรื่อง safety ต้องเข้มข้นมาก เพราะทุกนาทีคือชีวิต</p>
<p style="text-align: justify;">ประเด็นสุดท้ายที่ได้ดูจากข่าวเมื่อคืน คือ ที่จริงมีเรือยางที่ใช้ในยามฉุกเฉินอยู่หลายลำ แต่นำมาใข้แค่ลำเดียว แถมผู้ปฏิบัติงานทั้งหมดรอดชีวิตทั้งหมด ไม่ได้ช่วยเหลือผู้โดยสารเป็นลำดับแรก จึงเป็นที่น่าเสียดาย เพราะที่จริงแล้ว หากผู้ปฎิบัติงานได้รับการ <em><span style="color: #3366ff;">Training</span> </em>อย่างดี มีความเชี่ยวชาญ เข้าใจในหลัก<em><span style="color: #3366ff;">ความปลอดภัย (safety)</span></em> และปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ความเสียหายน่าจะน้อยกว่านี้เป็นแน่</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #ff6600;"><em><strong> เรือล่มที่เกาหลีใต้  </strong></em></span>เมื่อนำมามาเทียบเคียบกับด้านอุตสาหกรรมของเราบ้าง ถ้าจำกันได้ทุกปีเราจะต้องมีซ้อมดับเพลิง ซ้อมหนีไฟกันทุกปี แต่พวกเรามันจะสนุกสนานกันระหว่างซ้อม เพราะมันคือเหตุการณ์จำลอง หากเราลองสมมติว่าสักวันเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นจริงเราคงยิ้มไม่ออกเป็นแน่ ดังนั้นปีนี้ตั้งใจซ้อมกันหน่อยนะคะ เพราะถึงแม้เราอาจจะไม่พบบทเรียนจากที่ทำงาน แต่การซักซ้อทอยู่เป็นนิจยอ่มทำให้เราเข้าใจหลักการ<em><span style="color: #3366ff;">ค</span><span style="color: #3366ff;">วามปลอดภัย (safety)</span></em> ตระหนักและรู้หน้าที่ตนเองเป็นอย่างดีว่า่ในยามคับขัน เมื่อมีภัยมาถึงจะต้องปฏิบัติตนอย่างไรจึงจะปลอดภัยทั้งตนเองและเพื่อนร่วมงาน</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;"><strong>เห็นกันแล้วใช่มั้ยคะว้่า ระบบความปลอดภัยสำคัญขนาดไหน ยิ่งถ้าใครเป็น จป ก็ยิ่งต้องตระหนักกันให้มากเลยล่ะค่ะ และจากจากเหตุการณ์อยากให้เพื่อน ๆ ในวงการอุตสาหกรรมตระหนักถึงเรื่องความปลอดภัยเป็นสำคัญ เพราะถ้ามันไม่เกิดก็ไม่เป็นไร แต่เกิดเมื่อไร อะไรก็ชดเชยไม่ได้</strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">เครดิต : Youtube
		</div> 
	</div> 
</div>
<p style="text-align: justify;">Update 25 เมษายน</p>
<p style="text-align: justify;">ข้อมูลเพิ่มเติมจากข่าวเหตุการณ์ครั้งคือการต่อเติมเรือเกินกว่าที่ขออนุญาตไว้  และยังมีเรื่องของการใช้เรือเกินกว่าที่ควรจะเป็นคือ 15 ปี แต่ดูเหมือนจะใช้ไปแล้ว 18 ปี นี่ก็จะเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่เป็นต้นเหตุของอุบัติเหตุ เพราะใช้งานเกินกำลัง และเกินอายุที่ควรจะใช้งานได้ ท้้งสองเหตุนี้เป็นเรื่องของการไม่ได้รักษามาตรฐานในการทำงาน และหลักของความปลอดภัย ได้แต่ฝากย้ำเตือนกันนะคะ บางเรื่องอาจจะทำให้ธุรกิจเรามีกำไรมากขึ้นบ้าง แต่จะคุ้มกับความเสียหายที่จะเกิดขึ้นตามมาหรือเปล่าต้องลองประเมินดู โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยเป็นสิ่งที่ต่อรองไม่ได้เลยตามหลักการของ safety เรื่่องราวคราวนี้จึงควรถอดออกมาเป็นบทเรียน เพื่อปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น อย่าแค่ให้ผ่านพ้นไปเป็นไฟไหม้ฟาง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://factoryguideline.com/%e0%b8%96%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%80/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>รู้ทันนักขาย</title>
		<link>https://factoryguideline.com/%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a2/</link>
		<comments>https://factoryguideline.com/%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a2/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 12 Apr 2014 15:53:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[Nongluck Boonsook]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Featured]]></category>
		<category><![CDATA[ปากเป็นเอก]]></category>
		<category><![CDATA[รู้ทันนักขาย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://factoryguideline.com/?p=1404</guid>
		<description><![CDATA[]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 14px; line-height: 1.5em;"><div class="wpb_row row-fluid">
	<div class="span6 wpb_column column_container">
		<div class="wpb_wrapper">
			</span><span style="font-size: 14px; line-height: 1.5em;">เช้าวันหนึ่งมีแผนที่จะต้องไป audit supplier ทั้งวัน แต่ก็มี supplier จากจีนรายหนึ่งขอร้องว่ามาเมืองไทยแล้วขอพบสักสิบนาทีก็ยังดี เราก็เลยตอบตกลงไปว่าให้แค่สิบเท่านาทีเท่านั้นนะ ไม่ใช่ว่าเป็นการเล่นตัว แต่เราไม่สะดวกจริง ๆ เพราะนัดทีมงานกับ supplier ไปหมดแล้ว ขอแค่ greeting ทักทายแค่พอรู้จักกันเท่านั้น และจะแนะนำอีกท่านที่ดูเกี่ยวกับเครื่องจักรให้</span></p>
<p>เรานัดไว้ 8.45 น. ก่อนแปดโมงกว่าน้อง reception บอกพี่มีผู้ชาวจีนมารอพบอยู่แล้วค่ะ เราก็เลยบอกน้องไปว่า ให้รอก่อนนะเพราะนัดเวลากันไว้แล้ว ถึงเวลาจะลงไปพบตามนัดค่ะ เพราะกำลังเตรียมตัวเพื่อจะเดินทาง เราเองต้อง <i>รู้ทันนักขาย</i>ว่าเขารีบมาเพราะอยากได้คุยกับเรานาน ๆ เพราะคุยนานเท่าไร โอกาสก็มีมากเท่านั้น</p>
<p>คนแรกที่แนะนำตัวเป็น Sale manager บุคลิกและอัธยาศัยดี ส่วนคนที่สองเป็น QA คำแรกที่หยอดให้ลูกค้าชื่นใจว่า เขาจะเป็น supplier ที่ “Good quality and fast delivery”  QA พูดแบบนี้ลูกค้าหูผึ่งเลย เพราะเป็นที่รู้จักว่าเครื่องจักรเมืองจีนยังไม่ค่อยเป็นที่ประทับใจสักเท่าไร ราคาอาจจะถูก แต่คุณภาพและบริการค่อนข้างมีปัญหา พูดถึงตรงนี้ต้องบอกว่า นอกจาก <i>รู้ทันนักขาย</i>แล้ว ตอนนี้ต้องรู้ทัน QA อีกเลยด้วยแล้วค่ะ</p>
<p><img class="aligncenter size-thumbnail wp-image-629" alt="business advertising" src="http://factoryguideline.com/wp-content/uploads/2014/03/business-advertising-150x150.jpg" width="150" height="150" /></p>
<p>Sale manager คนนี้มีจิตวิทยาในการคุยเป็นเลิศ ในการทำให้ผู้ฟังรู้สึกดี และฉลาดที่จะใช้คำพูดมาก ทำให้ผู้ฟังเพลิดเพลินคล้อยตาม และสอดแทรกการนำเสนอสินค้าได้แบบแนบเนียน โดยไม่ได้รู้สึกว่าถูกยัดเยียดให้ต้องซื้อแต่อย่างใด เทคนิคที่ใช้คือ พูดแบบจริงใจและธรรมชาติมาก เข้าใจลูกค้า ไม่ฝืนใจหากลูกค้ายังไม่พร้อม หัวใจสำคัญคือทำการบ้านมาดีมาก ลูกค้าต้องต้องการอะไร โดยไม่ต้องรอให้เราถาม ใส่พานมาประเคน ถามอะไรตอบได้หมด แหมแบบนี้ถึงแม้วันนี้เรายังไม่มีโครงการจะซื้อ แต่แน่นอนว่าไปนั่งอยู่ใน memory เราเรียบร้อยว่า ถ้ามีความต้องการกลุ่มนี้ รายนี้เป็นหนึ่งใน candidate ที่น่าสนใจเลยทีเดียว และถึงแม้เราจะ <i>รู้ทันนักขาย</i> ประเภทนี้แต่เราก็ชอบนะ เพราะถ้า supplier เก่ง เราก็ทำงานง่าย ดังนั้น supplier ต้องเก็บข้อนี้ไปเป็นการบ้านค่ะ ถ้าคุณเก่งคุณมีงานทำแน่นอน</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 14px; line-height: 1.5em;">
		</div> 
	</div> 

	<div class="span6 wpb_column column_container">
		<div class="wpb_wrapper">
			</span>หลังจากแนะนำให้รู้จักคนจักทาง engineering manager ที่พี่คนนี้ได้ออกตัวไว้ก่อนแล้วว่าให้เวลาได้แค่สิบนาที แต่ด้วยทีมงานมาช้า เราก็เลยพอมีเวลานั่งคุยไปพลาง ๆ ก่อน</p>
<p>จากที่คุยกันก่อนหน้านี้เราก็เล่าให้ฟังว่า supplier เมืองจีนมักมีปัญหาเรื่องการทำวีซ่า ต้องใช้เวลาเป็นสัปดาห์กว่าจะออกจากประเทศได้ ทำให้เราเสียโอกาสทางธุรกิจ เราเลยไม่ค่อยแฮปปี้กับ supplier จีนเท่าไร  เท่านั้นเอง sale manager ก็สาธายายเทคนิคการเดินทางมาเมืองไทยภายใน 1-2 วันให้ฟังว่าให้ใช้วีซ่าอีกแบบ ไม่ต้องทำวีซ่านักท่องเที่ยว หลังจากนั้นให้ไป via หรือไปแวะที่ฮ่องกงก่อน แล้วค่อยต่อเครื่องมาไทย ใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมงมาถึงประเทศไทยแล้ว ไม่เห็นจะยุ่งยากตรงไหน และเพื่อเป็นการยืนยันก็ยืนพาสปอร์ตมาแสดงให้ดูประกอบอีกด้วย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img class="aligncenter size-thumbnail wp-image-1419" alt="Untitled-11" src="http://factoryguideline.com/wp-content/uploads/2014/04/Untitled-11-150x150.jpg" width="150" height="150" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ฟังแล้วอึ้ง นี่เป็นวิธีการที่ทำให้ลูกค้ารู้สึก first impression ตั้งแต่เรื่องการบริการที่เสนอให้ก่อนได้ใช้บริการเสียอีก แล้วยังช่วยหา solution ปัญหาของชาวบ้านแบบเปิดสารพัดเทคนิค อย่างเดียวที่ยังทำไม่ได้คือพูดภาษาไทย J</p>
<p>สรุปเวลาที่เราคุยกับ supplier จีนรายนี้คือชั่วโมงเศษ ต้องชมว่าเค้ามีวิธีการคุยที่ทำให้เราไม่รู้สึกเบื่อและยินดีที่จะยืดเวลาให้เขาออกไปอีกในขณะที่เรานั่งรอทีมงานมารับ ด้วยอาชีพที่ต้องพบปะผู้คนมากมายทุกวันบอกได้เลยว่า พบไม่บ่อย อาจจะไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับนักขาย แต่สิ่งที่ชื่นชนคือวิธีการที่คุยกับเราต่างหากที่แม้แต่เราเองก็อดไม่ได้ที่จะต้องมาเก็บมาชื่นชม เพราะนักชายหลายคนอาจจะเก่งเรื่องเทคนิค แต่ยังขาดเทคนิคในการเจรจาหรือการพิชิตใจลูกค้าขั้นเทพแบบนี้ สิ่งที่เขานำเสนอเราไม่ใช่เป็นการกะล่อน หรือไหลไปเรื่อยนะคะ แต่เป็นศิลปะในการคุยแฟน ๆ หนังสือแนวพงศาวดารที่มักจะสอดแทรกชั้นเชิง หรือการชิงไหวชิงพริบไว้มากมายนั่นเองค่ะ</p>
<p><span style="font-size: 14px; line-height: 1.5em;">
		</div> 
	</div> 
</div></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://factoryguideline.com/%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ฮิลลารีโดนปารองเท้าทั้งที ยังมีอารมณ์ขันได้จริงหรือ?</title>
		<link>https://factoryguideline.com/%e0%b9%82%e0%b8%94%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b5-%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%a1/</link>
		<comments>https://factoryguideline.com/%e0%b9%82%e0%b8%94%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b5-%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%a1/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 11 Apr 2014 17:19:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[Nongluck Boonsook]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Featured]]></category>
		<category><![CDATA[ปากเป็นเอก]]></category>
		<category><![CDATA[โดนปารองเท้าทั้งที ยังมีอารมณ์ขันได้จริงหรือ?]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://factoryguideline.com/?p=1373</guid>
		<description><![CDATA[อ่านบทความนี้อแล้วอยากให้ลองเดาใจหน่อยว่าเหตุใดจึงเลือกรองเท้ารูปนี้มาจั่วหัว คำตอบของใครถูกใจที่สุดมีรางวัลให้นะคะ]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><div class="wpb_row row-fluid">
	<div class="span4 wpb_column column_container">
		<div class="wpb_wrapper">
			<span class="dropcap dropcap1 "><strong><span style="color: #ffffff;">ข่</span></strong></span>าวดังวันนี้คงเป็นข่าวที่ฮิลลารี คลินตัน<span style="color: #0000ff;"> <i>โดนปารองเท้า</i> </span>ขณะที่ไปประชุมว่าด้วยเรื่อง รีไซเคิลที่ลาสเวกัส  ถ้าดูจากข่าวจะเห็นว่ารองเท้าเฉียดหน้าด้านขวาเธอไปนิดเดียว แต่ถ้าสังเกตดี ๆ เธอมีลีลาการหลบที่ยังคงความหญิงฉลาด ไหวพริบดีอยู่เช่นเดิม  ไม่ได้แสดงท่าทีตกใจกับเหตุการณ์ดังกล่าวแต่อย่างไร เธอเอี้ยวตัวหลบ แล้วยังตามด้วยคำถามติดอารมณ์ขันว่า “ใช่ค้างคาวหรือเปล่า หรือมีใครบางคนขว้างปาบางอย่างใส่เธอ หรือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงละครสัตว์ชื่อดัง เซิร์ค ดู โซเลย์ ของแคนาดา” แค่นี้ก็เรียกเสียงฮาจากผู้ชมได้แล้ว คนอะไรจะไหวพริบและสติดีปานนั้น ไม่ตกใจแล้วสร้างอารมณ์ใหม่ได้เร็วเท่าความคิด ผู้ชมเสียอีกเมื่อเจอเหตุการณ์แบบนี้จะคุมอยู่มั้ยเนี่ย</p>
<p style="text-align: justify;">แล้วยังตบท้ายด้วยมุกตลกเพิ่มเติมว่า ไม่เคยคิดว่าปัญหาเรื่องการกำจัดขยะจะเป็นประเด็นที่โต้เถียงรุนแรง และเธอก็ยังโชคดีที่ผู้หญิงคนดังกล่าวไม่ได้เล่นซอฟท์บอลเหมือนเธอ (ไม่งั้นคงไม่พลาดเป้าเป็นแน่)
		</div> 
	</div> 

	<div class="span4 wpb_column column_container">
		<div class="wpb_wrapper">
			ต้องชื่นชมว่าผู้หญิงคนนี้นอกจากสวย เก่ง ปฏิภาณเธอยอดเยี่ยมจริง ๆ ไม่ได้แสดงอาการโกรธให้ใครเห็น  ถึงแม้จะ<i>โดนปารองเท้า </i>นอกจากนี้ยังสามารถทำให้คนรอบข้างคลายความกังวลด้วยการกลบเกลื่อนด้วยอารมณ์ขันให้ผู้ฟังลืมเหตุการณ์เมื่อสักครู่อย่างง่ายดาย แล้วกลับมาสนใจเธอเช่นเดิม สมแล้วที่เป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐ ที่นอกจากจะต้องแสดงว่าความสามารถรอบด้านแล้ว ยังต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้เป็นเลิศอีกด้วย</p>
<p><iframe src="//www.youtube.com/embed/8gq7pw3Nypk" height="68" width="120" allowfullscreen="" frameborder="0"></iframe></p>
<p style="text-align: justify;">ต้องบอกว่าในฐานะที่อาชีพส่วนใหญ่ของเราเองต้องพบปะผู้คน ต้องเจรจา เราต้องเผชิญกับอารมณ์ปะทะแบบนี้บ่อย ๆ  ถ้าใครคุมอารมณ์ไม่อยู่ก็อาจจะหลุดไปเลย ผลที่ตามมาก็แน่นอนภาพพจน์หลุดกระจุยกระจาย อายเขามั้ยล่ะ เพราะบางคนแต่งตัวดูดี แต่หมดราศีตอนโกรธนี่แหละ
		</div> 
	</div> 

	<div class="span4 wpb_column column_container">
		<div class="wpb_wrapper">
			สิ่งที่ยากที่สุดคือจะใช้สติควบคุมอารมณ์อย่างไรในตามเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันแบบนี้</p>
<p style="text-align: justify;">อีกตัวอย่างหนึ่งของผู้นำที่เคยพบเหตุการณ์นี้คือ จอร์จ บุช ที่เคย<i>โดนปารองเท้า</i>เช่นกัน ตอนนี้บุชก็ใช้วิธีนี้เหมือนกัน คือ แซวว่ารองเท้าเบอร์ 10  และถ้าตอนนั้นคิดว่ายังคงจำกันได้ที่มีคนหัวใสสร้าง<span style="color: #0000ff;"><i>เกมปารองเท้า</i></span>ออกหลังเหตุการณ์วันนั้นไม่เท่าไร คนฮิตกันทั่วโลก รวยไม่รู้เรื่อง</p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #339966;">ถ้าเพื่อน ๆ จะสังเกตให้ดีๆ โอกาสมีเสมอในทุกวิกฤติ ฮิลลารีครองสติ ผ่านเหตุการณ์ระทึกมาเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น</span></strong></p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #339966;">บุชก็ใช้มุขตลกกลบเกลื่อนเหตุการณ์นี้เหมือนกัน ส่วนนักสร้างเกมส์ ใช้ปฏิภาณเช่นกัน เพราะตอนนี้เรื่อง ปารองเท้า ใส่บุชเป็น talk of the town คนที่มาค้นหาแทนที่จะสนใจแค่การเมือง แต่มาเจอเกมส์สนุก ๆ ก็หยุดเล่นกันเป็นแถวล่ะค่ะ</span></strong></p>
<p style="text-align: justify;">เครดิต : ไทยพีบีเอส/กรุงเทพธุรกิจออนไลน์</p>
<p style="text-align: justify;">
		</div> 
	</div> 
</div>
<h3 style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #ff9900;">อ่านบทความนี้อแล้วอยากให้ลองเดาใจหน่อยว่าเหตุใดจึงเลือกรองเท้ารูปนี้มาจั่วหัว คำตอบของใครถูกใจที่สุดมีรางวัลให้นะคะ</span></strong></h3>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://factoryguideline.com/%e0%b9%82%e0%b8%94%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b5-%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%a1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>รายชื่อบริษัท SME และบริษัททั่วไป</title>
		<link>https://factoryguideline.com/%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a9%e0%b8%b1%e0%b8%97-sme-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a9%e0%b8%b1/</link>
		<comments>https://factoryguideline.com/%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a9%e0%b8%b1%e0%b8%97-sme-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a9%e0%b8%b1/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 30 Mar 2014 17:07:45 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[Nongluck Boonsook]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Featured]]></category>
		<category><![CDATA[Material Looking]]></category>
		<category><![CDATA[รายชื่อบริษัท SME และบริษัททั่วไป]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://factoryguideline.com/test/?p=944</guid>
		<description><![CDATA[ายชื่อบริษัท SME และบริษัททั่วไป หรือผู้ประกอบการในภาคธุรกิจต่าง ๆ ปัจจุบันการค้นหาไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เพราะมีแหล่งให้ค้นหามากมาย อาทิ สมุดหน้าเหลืองซึ่งปัจจุบันเราน่าจะใช้กันน้อยลง และเปลี่ยนมาค้นหาทาง search ของหน้าเหลืองแทนมากขึ้น เพราะด้วยเหตุผลของเทคโนโลยีเปลี่ยนไป หรือบางรายที่ต้องใช้ข้อมูลในปริมาณมากก็อาจจะซื้อจากแหล่งที่รวบรวม รายชื่อบริษัท SME และบริษัททั่วไป มีข้อมูลขายโดยเฉพาะ มีให้เลือกมากมายหลายแบบที่ลูกค้าต้องการ ตั้งแต่ข้อมูลพื้นฐาน จนถึงข้อมูลในเชิงลึกทางด้านการเงิน มีสำเร็จรูปออกมาเป็น file excel พร้อมใช้งานได้ทันที เห็นมั้ยล่ะค่ะว่าเทคโนโลยีช่วยให้เราทำงานง่ายขึ้นกว่าเดิมมาก   &#160; เพราะสะดวก รวดเร็ว มีแหล่งข้อมูลให้เลือกมากมาย ไม่ต้องมานั่งเก็บเอกสาร catalog เยอะแยะมากมาย ทุกอย่าง online พร้อมให้ค้นหาอยู่แล้ว เพียงเลือกคำค้นหาให้ใกล้เคียงที่สุด ในไม่ช้าเราก็จะได้คำตอบที่ต้องการ และนอกจากจะได้ชื่อบริษัทแล้ว เรายังสามารถตรวจสอบรายละเอียดอื่น ๆ เช่น สินค้า ข้อมูลในการติดต่อ และที่สำคัญคือ อาจจะพบคู่แข่งของสินค้ารายนั้น ยิ่งช่วยให้เราประหยัดเวลาลงไปอีก อะไรจะสะดวกเช่นนั้น สำหรับ Factoryguideline เองถึงแม้จะเป็นน้องใหม่ แต่เราเล็งถึงความสำคัญที่จะช่วยให้นักจัดซื้อ และผู้ใช้งานทั้งหลายได้รับความสะดวก เข้าใจถึงผู้ประกอบการในเชิงลึกมากขึ้น มิใช่เพียงรู้ว่าจะซื้อสินค้าจากที่ไหน แต่ควรจะเข้าใจถึง business route ด้วยว่า เส้นทางเดินของสินค้าแต่ละประเภท แต่ละกลุ่มมีวิธีการทำธุรกิจกันอย่างไร แต่แหมที่กล่าวมาทั้งหมดนี่งานใหญ่มิใช่น้อยเลยนะคะ  เราจึงมีแผนที่จะทำ รายชื่อบริษัท SME และบริษัททั่วไป  โดยเน้นคุณภาพ มิได้เน้นปริมาณ จึงต้องเริ่มตั้งแต่เรื่องการรวบรวมข้อมูล จัดสรร วิเคราะห์ และยังมีขั้นตอนอีกมากมายที่จะช่วยให้เพื่อน ๆ ได้เข้าใจข้อมูลในเชิงลึกมากขึ้น ก็ต้องอดใจรอกันสักนิดนะคะ นอกจากนี้เรายังมีแผนที่จะสัมภาษณ์เพื่อคลุกวงในสำหรับบางธุรกิจกันด้วยนะคะ เพื่อให้ต่างฝ่ายต่างเข้าถึงซึ่งกันและกันให้มากขึ้นโดยมีเราเป็นสื่อกลาง ซึ่งนอกจากเพื่อน ๆ จะได้รับข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการทั้งหลายแล้ว แน่นอนย่อมจะมีความรู้อื่น ๆ แถมไปอีกด้วย ดังนั้น รายชื่อบริษัท SME และบริษัททั่วไป จะมีข้อมูลที่ตรงกับสิ่งที่ผู้อ่านหรือความต้องการของตลาดก็อยู่ที่คำติชมของเพื่อน ๆ กันแล้วนะคะ อยากให้เรานำเสนอข้อมูลเรื่องอะไรแนะนำกันเข้ามานะคะ เราจะได้พยายามสรรหาในสิ่งที่ท่านนำเสนอกันค่ะ  ผู้ประกอบการท่านใดอยากนำเสนอกิจการหรือธุรกิจก็ยินดีนะคะ เรายินดีเป็นสื่อกลางในการแบ่งปันความรู้และข้อมูลให้เพื่อน ๆ ให้อ่านและศึกษากันฟรีนะคะ  สามารถติดต่อได้ที่ admin &#62; factotyguideline@gmail.com ข้อมูลชุดแรกที่ทำออกมาเป็นรายชื่อบางส่วนของบริษัทจัดหางาน สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่บทความนี้นะคะ  บริษัทจัดหางานในประเทศไทย]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><span style="line-height: 1.5em;"><span class="dropcap dropcap1 ">ร</span><span style="color: #ff0000;"><strong>ายชื่อบริษัท SME และบริษัททั่วไป</strong></span></span><span style="line-height: 1.5em;"><strong> </strong>หรือผู้ประกอบการในภาคธุรกิจต่าง ๆ </span><span style="line-height: 1.5em;">ปัจจุบันการค้นหา</span><span style="line-height: 1.5em;">ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เพราะมีแหล่งให้ค้นหามากมาย อาทิ สมุดหน้าเหลืองซึ่งปัจจุบันเราน่าจะใช้กันน้อยลง และเปลี่ยนมาค้นหาทาง search ของหน้าเหลืองแทนมากขึ้น เพราะด้วยเหตุผลของเทคโนโลยีเปลี่ยนไป หรือบางรายที่ต้องใช้ข้อมูลในปริมาณมากก็อาจจะซื้อจากแหล่งที่รวบรวม <span style="color: #ff0000;"><em>รายชื่อบริษัท SME และบริษัททั่วไป </em></span>มีข้อมูลขายโดยเฉพาะ มีให้เลือกมากมายหลายแบบที่ลูกค้าต้องการ ตั้งแต่ข้อมูลพื้นฐาน จนถึงข้อมูลในเชิงลึกทางด้านการเงิน มีสำเร็จรูปออกมาเป็น file excel พร้อมใช้งานได้ทันที เห็นมั้ยล่ะค่ะว่าเทคโนโลยีช่วยให้เราทำงานง่ายขึ้นกว่าเดิมมาก</span></p>
<h2><blockquote class="td_quote_box td_box_center"><p><span style="color: #ff9900;"><strong>ถ้าจะค้นหาชื่อบริษัทสักแห่ง ณ ตอนนี้ เราจะค้นด้วยวิธีไหนกัน</strong></span></p></blockquote></h2>
<h2> <blockquote class="td_quote_box td_box_center"><p><span style="color: #339966;"><strong>แน่นอน ร้อยทั้งร้อย เลือก google</strong></span></p></blockquote></h2>
<p>&nbsp;</p>
<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-950" src="http://factoryguideline.com/wp-content/uploads/2014/03/search-300x225.jpg" alt="search" width="300" height="225" /></p>
<p>เพราะสะดวก รวดเร็ว มีแหล่งข้อมูลให้เลือกมากมาย ไม่ต้องมานั่งเก็บเอกสาร catalog เยอะแยะมากมาย ทุกอย่าง online พร้อมให้ค้นหาอยู่แล้ว เพียงเลือกคำค้นหาให้ใกล้เคียงที่สุด ในไม่ช้าเราก็จะได้คำตอบที่ต้องการ และนอกจากจะได้ชื่อบริษัทแล้ว เรายังสามารถตรวจสอบรายละเอียดอื่น ๆ เช่น สินค้า ข้อมูลในการติดต่อ และที่สำคัญคือ อาจจะพบคู่แข่งของสินค้ารายนั้น ยิ่งช่วยให้เราประหยัดเวลาลงไปอีก อะไรจะสะดวกเช่นนั้น</p>
<p>สำหรับ Factoryguideline เองถึงแม้จะเป็นน้องใหม่ แต่เราเล็งถึงความสำคัญที่จะช่วยให้นักจัดซื้อ และผู้ใช้งานทั้งหลายได้รับความสะดวก เข้าใจถึงผู้ประกอบการในเชิงลึกมากขึ้น มิใช่เพียงรู้ว่าจะซื้อสินค้าจากที่ไหน แต่ควรจะเข้าใจถึง business route ด้วยว่า เส้นทางเดินของสินค้าแต่ละประเภท แต่ละกลุ่มมีวิธีการทำธุรกิจกันอย่างไร แต่แหมที่กล่าวมาทั้งหมดนี่งานใหญ่มิใช่น้อยเลยนะคะ  เราจึงมีแผนที่จะทำ<span style="color: #ff0000;"> <em>รายชื่อบริษัท SME และบริษัททั่วไป</em> </span> โดยเน้นคุณภาพ มิได้เน้นปริมาณ จึงต้องเริ่มตั้งแต่เรื่องการรวบรวมข้อมูล จัดสรร วิเคราะห์ และยังมีขั้นตอนอีกมากมายที่จะช่วยให้เพื่อน ๆ ได้เข้าใจข้อมูลในเชิงลึกมากขึ้น ก็ต้องอดใจรอกันสักนิดนะคะ</p>
<p>นอกจากนี้เรายังมีแผนที่จะสัมภาษณ์เพื่อคลุกวงในสำหรับบางธุรกิจกันด้วยนะคะ เพื่อให้ต่างฝ่ายต่างเข้าถึงซึ่งกันและกันให้มากขึ้นโดยมีเราเป็นสื่อกลาง ซึ่งนอกจากเพื่อน ๆ จะได้รับข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการทั้งหลายแล้ว แน่นอนย่อมจะมีความรู้อื่น ๆ แถมไปอีกด้วย</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #ff0000; text-decoration: underline;"><span style="text-align: justify; line-height: 1.5em;">ดังนั้น </span><span style="text-align: justify; line-height: 1.5em;">รายชื่อบริษัท SME และบริษัททั่วไป จะมีข้อมูลที่ตรงกับสิ่งที่ผู้อ่านหรือความต้องการของตลาดก็อยู่ที่คำติชมของเพื่อน ๆ กันแล้วนะคะ อยากให้เรานำเสนอข้อมูลเรื่องอะไรแนะนำกันเข้ามานะคะ เราจะได้พยายามสรรหาในสิ่งที่ท่านนำเสนอกันค่ะ</span></span></span><em><strong> </strong></em></p>
<h3 style="text-align: center;"><span style="color: #339966;"><strong><em>ผู้ประกอบการท่านใดอยากนำเสนอกิจการหรือธุรกิจก็ยินดีนะคะ</em></strong></span></h3>
<h3 style="text-align: center;"><span style="color: #339966;"><strong><em>เรายินดีเป็นสื่อกลางในการแบ่งปันความรู้และข้อมูลให้เพื่อน ๆ ให้อ่านและศึกษากันฟรีนะคะ</em></strong></span></h3>
<p style="text-align: center;"><span style="color: #339966;"><em><strong> สามารถติดต่อได้ที่ admin &gt; factotyguideline@gmail.com</strong></em></span></p>
<p style="text-align: justify;">ข้อมูลชุดแรกที่ทำออกมาเป็นรายชื่อบางส่วนของบริษัทจัดหางาน สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่บทความนี้นะคะ  <a href="http://factoryguideline.com/?p=2646">บริษัทจัดหางานในประเทศไทย</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://factoryguideline.com/%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a9%e0%b8%b1%e0%b8%97-sme-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a9%e0%b8%b1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การบริหารกระแสเงินสด หรือการบริหาร Cash flow</title>
		<link>https://factoryguideline.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%94-%e0%b8%ab%e0%b8%a3/</link>
		<comments>https://factoryguideline.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%94-%e0%b8%ab%e0%b8%a3/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 30 Mar 2014 15:59:02 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[Nongluck Boonsook]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Featured]]></category>
		<category><![CDATA[Money Optimization]]></category>
		<category><![CDATA[การบริหารกระแสเงินสด หรือการบริหาร Cash flow]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://factoryguideline.com/test/?p=924</guid>
		<description><![CDATA[ารบริหารกระแสเงินสด หรือการบริหาร Cash flow สำหรับองค์กร โดยเฉพาะภาคเอกชน ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญ เพราะกระแสเงินสดถ้าจะเปรียบเปรยให้เข้าใจง่าย ๆ เสมือนเส้นเลือดน้อยใหญ่ที่หล่อเลี้ยงร่างกาย หากการหมุนเวียนไม่สะดวก ร่างกายก็ไม่แข็งแรงหรือเจ็บป่วย เมื่อการไหลเวียนไม่ทั่วถึง แน่นอนว่าจะมีจุดของร่างกายที่ประสิทธิภาพในการทำงานจะด้อยลงไปทันที ปัญหาที่ว่ามานี้อาจจะมาจากเลือดไม่พอ เลือดด้อยคุณภาพ ก็เป็นได้ ถ้าเทียบกับองค์กรธุรกิจ กระแสเงินสด หรือ cash flow หากมีไม่เพียงพอต่อการหมุนเวียนก็อาจะทำให้องค์กรสะดุด หยุดชะงักได้ ดังนั้นไม่ว่าองค์กรเล็ก หรือใหญ่มีสิทธิพบเจอปัญหานี้ด้วยกันทั้งนั้น เพราะบางครั้งองค์กรใหญ่อาจจะเจออุบัติเหตุทางธุรกิจก็ได้ใครจะรู้ ทีนี้มาดูกันว่าอะไรที่จะช่วยให้ การบริหารกระแสเงินสด หรือการบริหาร Cash flow เราไหลลื่นกันได้บ้างล่ะ คิดแบบง่าย ๆ แบ่งได้ดังนี้ค่ะ เรื่องแรกคือทุกอย่างที่เป็นขารับ ทั้งจากลูกหนี้ ที่เกิดจากการขายสินค้า หรือรายได้อื่นใดก็ตาม รวมไปถึงภาษีหรืออะไรก็แล้วแต่ที่จะได้คืนกลับมา ต้องกุมให้อยู่หมัด ได้ตามเป้า ไม่งั้นมีสิทธิแย่ได้ เพราะคนที่ใช้เงินจะไม่รู้ปัญหาของขารับว่าติดอะไรตรงไหนบ้าง ยังใช้เหมือนเดิม เรื่องที่สองคือขาจ่าย ก็คือ ค่าสินค้าที่จะต้องจ่าย supplier ภาษี เงินเดือน หรือค่าใช้จ่ายอื่น โดยปกติถ้าหากต้องการให้บริหาร cash flow ง่ายหน่อย ก็ต้องพยายามหาเครดิตได้สมดุลหรือมากกว่าขารับ เพราะถ้ารับน้อย รับช้า แต่จ่ายเร็ว ลองนึกภาพว่าจะเกิดอะไรขึ้น? รอบสองด้านจะไม่เท่ากัน? อาการคงไม่ต่างจากรูปนี้ แม้แต่รอบเท่ากันก็เหนื่อยแล้ว เพราะหากขาจ่ายสักรายเปลี่ยนใจไปจ่ายในภายหลัง เราจะเกิดอาการขาดเลือดหรือขาดกระแสเงินสดในบัดดล การบริหารกระแสเงินสด หรือการบริหาร Cash flow นั้นดูเหมือนง่าย แต่ปัญหาของ SME คือขาดการ forecast หรือประเมินสถานที่ไม่คาดคิดว่าอาจจะเกิดขึ้น หรือไม่ได้มีการวิเคราะห์คุณภาพหนี้ คุณภาพของลูกค้ามากพอ ทำให้อาจจะเกิดปัญหาอันไม่คาดคิดเกิดขึ้นได้ นอกจากนี้อีกปัญหาหนึ่งของ SME หรือมักจะต้องซื้อเงินสด หรือไม่ได้เครดิต ทำให้ขารับและขาจ่ายไม่สัมพันธ์กัน คือจ่ายเร็ว รับช้า แถมลูกค้าต้องการเครดิตยาว ๆ อีก ในขณะที่ตนเองไม่สามารถหาเครดิตได้ ดังนั้นรอบการหมุนของเงินขารับและขาจ่ายแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ดังนั้นไม่ว่าองค์กรเล็กหรือใหญ่ต้องคอยหมั่นตรวจสุขภาพของตัวเองอยู่สม่ำเสมอ ๆ  การบริหารกระแสเงินสด หรือการบริหาร Cash flow จะต้องแน่นตั้งแต่ทีมงาน ว่าทั้งรับและจ่ายจะต้อง balance กัน หากเกิดมีปัญหาเฉพาะหน้าก็ควรจะต้องรู้ตัวล่วงหน้าก่อน แต่การทำหรือเป็นแนวนั้นได้นั้น หมายถึงฝ่ายการเงินต้องคอยติดตามดูแลทั่วถึง ไม่ให้คลาดสายตา และตัวเลขที่รายงานก็ต้องแม่นยำ สร้างรายรับรายจ่ายให้สมดุล cash flow คุณปลอดภัยแนนอน]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><span style="color: #0000ff;"><span style="color: #000000;"><span class="dropcap dropcap1 "><span style="color: #ffffff;"><strong>ก</strong></span></span></span></span><span style="color: #0000ff;"><strong>ารบริหารกระแสเงินสด หรือการบริหาร Cash flow </strong></span>สำหรับองค์กร โดยเฉพาะภาคเอกชน <em><span style="color: #0000ff;">ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญ เพราะกระแสเงินสดถ้าจะเปรียบเปรยให้เข้าใจง่าย ๆ เสมือนเส้นเลือดน้อยใหญ่ที่หล่อเลี้ยงร่างกาย</span></em> หากการหมุนเวียนไม่สะดวก ร่างกายก็ไม่แข็งแรงหรือเจ็บป่วย เมื่อการไหลเวียนไม่ทั่วถึง แน่นอนว่าจะมีจุดของร่างกายที่ประสิทธิภาพในการทำงานจะด้อยลงไปทันที ปัญหาที่ว่ามานี้อาจจะมาจากเลือดไม่พอ เลือดด้อยคุณภาพ ก็เป็นได้</p>
<p style="text-align: justify;">ถ้าเทียบกับองค์กรธุรกิจ กระแสเงินสด หรือ cash flow หากมีไม่เพียงพอต่อการหมุนเวียนก็อาจะทำให้องค์กรสะดุด หยุดชะงักได้ ดังนั้นไม่ว่าองค์กรเล็ก หรือใหญ่มีสิทธิพบเจอปัญหานี้ด้วยกันทั้งนั้น เพราะบางครั้งองค์กรใหญ่อาจจะเจออุบัติเหตุทางธุรกิจก็ได้ใครจะรู้</p>
<p style="text-align: justify;">ทีนี้มาดูกันว่าอะไรที่จะช่วยให้ <span style="color: #0000ff;"><em>การบริหารกระแสเงินสด หรือการบริหาร Cash flow</em> </span>เราไหลลื่นกันได้บ้างล่ะ คิดแบบง่าย ๆ แบ่งได้ดังนี้ค่ะ</p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #993300;"><em>เรื่องแรกคือทุกอย่างที่เป็นขารับ ทั้งจากลูกหนี้ ที่เกิดจากการขายสินค้า</em> </span></strong>หรือรายได้อื่นใดก็ตาม รวมไปถึงภาษีหรืออะไรก็แล้วแต่ที่จะได้คืนกลับมา ต้องกุมให้อยู่หมัด ได้ตามเป้า ไม่งั้นมีสิทธิแย่ได้ เพราะคนที่ใช้เงินจะไม่รู้ปัญหาของขารับว่าติดอะไรตรงไหนบ้าง ยังใช้เหมือนเดิม</p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #993300;"><em>เรื่องที่สองคือขาจ่าย ก็คือ ค่าสินค้าที่จะต้องจ่าย supplier ภาษี เงินเดือน หรือค่าใช้จ่ายอื่น</em></span></strong> โดยปกติถ้าหากต้องการให้บริหาร cash flow ง่ายหน่อย ก็ต้องพยายามหาเครดิตได้สมดุลหรือมากกว่าขารับ</p>
<h4 style="text-align: justify;"><blockquote><p><span style="color: #ff9900;">เพราะอะไร?</span></p></blockquote></h4>
<p style="text-align: justify;">เพราะถ้ารับน้อย รับช้า แต่จ่ายเร็ว ลองนึกภาพว่าจะเกิดอะไรขึ้น?</p>
<p style="text-align: justify;">รอบสองด้านจะไม่เท่ากัน?</p>
<p style="text-align: justify;">อาการคงไม่ต่างจากรูปนี้</p>
<p style="text-align: justify;"><img class="aligncenter size-medium wp-image-706" alt="transfer" src="http://factoryguideline.com/wp-content/uploads/2014/03/transfer-300x225.jpg" width="300" height="225" /></p>
<p style="text-align: justify;">แม้แต่รอบเท่ากันก็เหนื่อยแล้ว เพราะหากขาจ่ายสักรายเปลี่ยนใจไปจ่ายในภายหลัง เราจะเกิดอาการขาดเลือดหรือขาดกระแสเงินสดในบัดดล</p>
<p style="text-align: justify;"><em><span style="color: #0000ff;">การบริหารกระแสเงินสด หรือการบริหาร Cash flow </span></em>นั้นดูเหมือนง่าย แต่ปัญหาของ SME คือขาดการ forecast หรือประเมินสถานที่ไม่คาดคิดว่าอาจจะเกิดขึ้น หรือไม่ได้มีการวิเคราะห์คุณภาพหนี้ คุณภาพของลูกค้ามากพอ ทำให้อาจจะเกิดปัญหาอันไม่คาดคิดเกิดขึ้นได้ นอกจากนี้อีกปัญหาหนึ่งของ SME หรือมักจะต้องซื้อเงินสด หรือไม่ได้เครดิต ทำให้ขารับและขาจ่ายไม่สัมพันธ์กัน คือจ่ายเร็ว รับช้า แถมลูกค้าต้องการเครดิตยาว ๆ อีก ในขณะที่ตนเองไม่สามารถหาเครดิตได้ ดังนั้นรอบการหมุนของเงินขารับและขาจ่ายแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง</p>
<p style="text-align: justify;">ดังนั้นไม่ว่าองค์กรเล็กหรือใหญ่ต้องคอยหมั่นตรวจสุขภาพของตัวเองอยู่สม่ำเสมอ ๆ  <span style="color: #0000ff;"><em>การบริหารกระแสเงินสด หรือการบริหาร Cash flow </em></span>จะต้องแน่นตั้งแต่ทีมงาน ว่าทั้งรับและจ่ายจะต้อง balance กัน หากเกิดมีปัญหาเฉพาะหน้าก็ควรจะต้องรู้ตัวล่วงหน้าก่อน แต่การทำหรือเป็นแนวนั้นได้นั้น หมายถึงฝ่ายการเงินต้องคอยติดตามดูแลทั่วถึง ไม่ให้คลาดสายตา และตัวเลขที่รายงานก็ต้องแม่นยำ</p>
<h3 style="text-align: center;"><span style="color: #339966;">สร้างรายรับรายจ่ายให้สมดุล cash flow คุณปลอดภัยแนนอน</span></h3>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://factoryguideline.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%94-%e0%b8%ab%e0%b8%a3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วิธีประหยัดพลังงานไฟฟ้าในโรงงานอุตสาหกรรม</title>
		<link>https://factoryguideline.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9f%e0%b8%9f%e0%b9%89/</link>
		<comments>https://factoryguideline.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9f%e0%b8%9f%e0%b9%89/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 30 Mar 2014 06:07:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[Nongluck Boonsook]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Energy Evoluation]]></category>
		<category><![CDATA[Featured]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีประหยัดพลังงานไฟฟ้าในโรงงานอุตสาหกรรม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://factoryguideline.com/test/?p=806</guid>
		<description><![CDATA[วิธีประหยัดพลังงานไฟฟ้าในโรงงานอุตสาหกรรม คือการลดค่าปรับเพาเวอร์แฟคเตอร์ เนื่องจากการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคมีการปรับอัตราค่าไฟฟ้าใหม่ เมื่อเดือนมิถุนายน 2555 ที่ผ่านมาทำให้ค่าไฟเพิ่มสูงขึ้น ข้อกำหนดของการไฟฟ้า ก่อนอื่นเราต้องรู้ข้อกำหนดของการไฟฟ้าก่อนว่าเพื่อที่จะมาปรับใช้กับวิธีประหยัดพลังงานไฟฟ้าในโรงงานอุตสาหกรรม   ค่าปรับเพาเวอร์แฟคเตอร์จะเรียกเก็บเฉพาะผู้ใช้ไฟประเภทที่ 3 กิจการขนาดกลาง, ประเภทที่ 4 กิจการขนาดใหญ่ และประเภทที่ 5 กิจการเฉพาะอย่าง เท่านั้น โดยระบุว่า สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีเพาเวอร์แฟคเตอร์ (Lagging) ถ้าในรอบเดือนใด ผู้ใช้ไฟฟ้ามีความต้องการพลังไฟฟ้ารีแอคตีฟ เฉลี่ยใน 15 นาทีที่สูงสุดเมื่อคิดเป็นกิโลวาร์ เกินกว่าร้อยละ 61.97 ของความต้องการพลังไฟฟ้าแอคตีฟ เฉลี่ยใน 15 นาที ที่สูงสุดเมื่อคิดเป็นกิโลวัตต์แล้ว …เฉพาะส่วนที่เกิน จะต้องเสียค่าเพาเวอร์แฟคเตอร์ ในอัตรากิโลวาร์ละ 56.07 บาท สำหรับการเรียกเก็บเงินค่าไฟฟ้าในรอบเดือนนั้น เศษของกิโลวาร์ถ้าไม่ถึง 0.5 กิโลวาร์ให้ตัดทิ้งตั้งแต่ 0.5 กิโลวาร์ขึ้นไปคิดเป็น 1 กิโลวาร์ วิธีคิดหาค่าปรัปเพาเวอร์แฟคเตอร์  ของการไฟฟ้า เพื่อส่งเสริม วิธีประหยัดพลังงานไฟฟ้าในโรงงานอุตสาหกรรม   หาความต้องการพลังไฟฟ้าแอคทีฟ( Active Power  : P ) หน่วยเป็น  KW หาความต้องการพลังไฟฟ้ารีแอคทีฟ ( Reactive Power : Q )  หน่วยเป็น  KVAR พลังงานที่ใช้ (KW)ต่อเดือน คูณด้วย 61.97 %(ข้อกำหนดการไฟฟ้าเกินกว่า ร้อยละ 61.97 ของความต้องการพลังงานแอคทีฟ) หาความต่างของพลังงานรีแอคทีฟว่าเกิน 61.97 หรือไม่ ส่วนที่เกิน คูณด้วยค่าปรับ 56.07 บาท จะเป็นค่าปรับของการไฟฟ้าในเดือนนั้น &#160; ตัวอย่างการคิดค่าปรับ  (สามารถดูได้จากบิลค่าไฟฟ้าประจำเดือน) 1.   ค่าพลังงานแอคทีฟ  = 500  KW                                                 &#62;จากบิลค่าไฟฟ้าประจำเดือน 2.  ค่าพลังงานรีแอคทีฟ    = 550 KVAR                                         &#62;จากบิลค่าไฟฟ้าประจำเดือน 3.   (500 * 61.97)/100  = 309.85 KVAR                                    &#62;61.97% ของ 500KVAR 4.    550-309.85             =  240.15 KVAR                                    &#62;เกินร้อยละ 61.97 %อยู่ 240.15 หน่วย 5.    240*56.07              =  13456.8 บาท                                       &#62;คิดค่าปรับหน่วยละ 56.07 บาท  **ตัวเลขจากบิลค่าไฟฟ้าประจำเดือน เป็นตัวเลขที่สมมุติขึ้น*** จากการคิดค่าปรัปของการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 4 เท่า ( ของเดิม 14.02 บาทเริ่มมิถุนายน 2555 )  ทำให้ทางโรงงานอุตสาหกรรมเสียค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เพิ่มขึ้น ารปรับปรุงค่าเพาเวอร์แฟคเตอร์ เพื่อให้สอดคล้องกับ วิธีประหยัดพลังงานไฟฟ้าในโรงงานอุตสาหกรรม  โดยการใช้คาปาฅิเตอร์ (Capacitor)คาปาซิเตอร์จะเป็นอุปกรณ์ที่จ่ายกระแสไฟฟ้ารีแอคทีฟ ถ้ากระแสไฟฟ้า มีทิศทางนำหน้าแรงดัน (Leading) เพื่อทำหน้าที่ชดเชยกระแสไฟฟ้าของวงจรไฟฟ้า โดยทั่วไป กระแสจะล้าหลังแรงดัน (lagging) คาปาซิเตอร์ในระบบไฟฟ้า มีหน่วยเป็น (kVAR)มีหลากหลายขนาดเช่น 5,10,15,30,45 แล้วแต่ผู้ผลิต การออกแบบติดตั้งคาปาฅิเตอร์ (Capacitor)ควรพิจารณาเรื่องการเกิดฮาร์โมนิกส์ด้วย  โดยส่วนมากวิศวกรผู้ออกแบบจะออกแบบไว้ประมาณ 30 %ของ load พลังงงานไฟฟ้าสูงสุด แต่โรงงานงานอุตสาหกรรมมักจะมีการปรัยปรุงเครื่องจักรตลอดเวลาทำให้ค่า ค่าเพาเวอร์แฟคเตอร์ ผิดเพี้ยนจากค่าเดิมได้ จึงต้องมีการตรวจเช็คประจำ ค่าเพาเวอร์แฟคเตอร์ ควรจะมีค่ามากกว่า 0.85 ในกรณีโหลดในโรงงานมีค่าเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาและมีโหลดขนาดเล็กจำนวนมากควรจะใช้ PF Conntroller ที่สามารถปรับค่าในช่องที่ถี่มากขึ้น สามารถใช้อุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นเช่นใช้มอเตอร์ประสิทธิภาพสูง ,บัสลาสต์อิเลคทรอนิคส์ ขอขอบคุณ Guru ผู้ไม่ประสงค์ออกนามที่ช่วยแบ่งปันความรู้ในเชิงเทคนิคดี ๆ ให้เราได้อ่าน วิธีประหยัดพลังงานไฟฟ้าในโรงงานอุตสาหกรรม  กันค่ะ]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<h2><blockquote><p></h2>
<h2><span style="color: #000080;"><b>การปรับปรุงค่าเพาเวอร์แฟคเตอร์ </b></span></h2>
<h2></p></blockquote></h2>
<h2><span style="font-size: 14px; line-height: 1.5em;"><em><strong><span style="color: #0000ff;">วิธีประหยัดพลังงานไฟฟ้าในโรงงานอุตสาหกรรม</span></strong> </em>คือการลดค่าปรับเพาเวอร์แฟคเตอร์ เนื่องจากการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคมีการปรับอัตราค่าไฟฟ้าใหม่ เมื่อเดือนมิถุนายน 2555 ที่ผ่านมาทำให้ค่าไฟเพิ่มสูงขึ้น</span></h2>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #003366;"><em><strong>ข้อกำหนดของการไฟฟ้า</strong></em></span><b></b></p>
<p style="text-align: justify;">ก่อนอื่นเราต้องรู้ข้อกำหนดของการไฟฟ้าก่อนว่าเพื่อที่จะมาปรับใช้กับ<em><span style="color: #0000ff;">วิธีประหยัดพลังงานไฟฟ้าในโรงงานอุตสาหกรรม</span>  </em> ค่าปรับเพาเวอร์แฟคเตอร์จะเรียกเก็บเฉพาะผู้ใช้ไฟประเภทที่ 3 กิจการขนาดกลาง, ประเภทที่ 4 กิจการขนาดใหญ่ และประเภทที่ 5 กิจการเฉพาะอย่าง เท่านั้น โดยระบุว่า สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีเพาเวอร์แฟคเตอร์ (Lagging) ถ้าในรอบเดือนใด ผู้ใช้ไฟฟ้ามีความต้องการพลังไฟฟ้ารีแอคตีฟ เฉลี่ยใน 15 นาทีที่สูงสุดเมื่อคิดเป็นกิโลวาร์ เกินกว่าร้อยละ 61.97 ของความต้องการพลังไฟฟ้าแอคตีฟ เฉลี่ยใน 15 นาที ที่สูงสุดเมื่อคิดเป็นกิโลวัตต์แล้ว …เฉพาะส่วนที่เกิน จะต้องเสียค่าเพาเวอร์แฟคเตอร์ ในอัตรากิโลวาร์ละ 56.07 บาท สำหรับการเรียกเก็บเงินค่าไฟฟ้าในรอบเดือนนั้น เศษของกิโลวาร์ถ้าไม่ถึง 0.5 กิโลวาร์ให้ตัดทิ้งตั้งแต่ 0.5 กิโลวาร์ขึ้นไปคิดเป็น 1 กิโลวาร์</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #0000ff;"><em><strong>วิธีคิดหาค่าปรัปเพาเวอร์แฟคเตอร์  ของการไฟฟ้า เพื่อส่งเสริม <em>วิธีประหยัดพลังงานไฟฟ้าในโรงงานอุตสาหกรรม  </em></strong></em></span></p>
<ol>
<li>หาความต้องการพลังไฟฟ้าแอคทีฟ( Active Power  : P ) หน่วยเป็น  KW</li>
<li>หาความต้องการพลังไฟฟ้ารีแอคทีฟ ( Reactive Power : Q )  หน่วยเป็น  KVAR</li>
<li>พลังงานที่ใช้ (KW)ต่อเดือน คูณด้วย 61.97 %(ข้อกำหนดการไฟฟ้าเกินกว่า ร้อยละ 61.97 ของความต้องการพลังงานแอคทีฟ)</li>
<li>หาความต่างของพลังงานรีแอคทีฟว่าเกิน 61.97 หรือไม่</li>
<li>ส่วนที่เกิน คูณด้วยค่าปรับ 56.07 บาท จะเป็นค่าปรับของการไฟฟ้าในเดือนนั้น</li>
</ol>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><img class="size-medium wp-image-642  aligncenter" alt="พลังงาน" src="http://factoryguideline.com/wp-content/uploads/2014/03/cycle5-300x225.jpg" width="300" height="225" /></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #0000ff;"><strong><em>ตัวอย่างการคิดค่าปรับ  (สามารถดูได้จากบิลค่าไฟฟ้าประจำเดือน)</em></strong></span></p>
<p>1.   ค่าพลังงานแอคทีฟ  = 500  KW                                                 &gt;จากบิลค่าไฟฟ้าประจำเดือน</p>
<p>2.  ค่าพลังงานรีแอคทีฟ    = 550 KVAR                                         &gt;จากบิลค่าไฟฟ้าประจำเดือน</p>
<p>3.   (500 * 61.97)/100  = 309.85 KVAR                                    &gt;61.97% ของ 500KVAR</p>
<p>4.    550-309.85             =  240.15 KVAR                                    &gt;เกินร้อยละ 61.97 %อยู่ 240.15 หน่วย</p>
<p>5.    240*56.07              =  13456.8 บาท                                       &gt;คิดค่าปรับหน่วยละ 56.07 บาท</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="line-height: 1.5em;"> **ตัวเลขจากบิลค่าไฟฟ้าประจำเดือน เป็นตัวเลขที่สมมุติขึ้น***</span></p>
<p style="text-align: justify;">จากการคิดค่าปรัปของการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 4 เท่า ( ของเดิม 14.02 บาทเริ่มมิถุนายน 2555 )  ทำให้ทางโรงงานอุตสาหกรรมเสียค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เพิ่มขึ้น</p>
<p style="text-align: justify;"><span class="dropcap ">ก</span><strong><span style="color: #0000ff;">ารปรับปรุงค่าเพาเวอร์แฟคเตอร์</span></strong> เพื่อให้สอดคล้องกับ<span style="line-height: 1.5em;"><span style="color: #0000ff;"> </span><em><span style="color: #0000ff;">วิธีประหยัดพลังงานไฟฟ้าในโรงงานอุตสาหกรรม</span>  </em>โดยการใช้คาปาฅิเตอร์ (Capacitor)คาปาซิเตอร์จะเป็นอุปกรณ์ที่จ่ายกระแสไฟฟ้ารีแอคทีฟ ถ้ากระแสไฟฟ้า มีทิศทางนำหน้าแรงดัน (Leading) เพื่อทำหน้าที่ชดเชยกระแสไฟฟ้าของวงจรไฟฟ้า โดยทั่วไป กระแสจะล้าหลังแรงดัน (lagging) คาปาซิเตอร์ในระบบไฟฟ้า มีหน่วยเป็น (kVAR)มีหลากหลายขนาดเช่น 5,10,15,30,45 แล้วแต่ผู้ผลิต การออกแบบติดตั้งคาปาฅิเตอร์ (Capacitor)ควรพิจารณาเรื่องการเกิดฮาร์โมนิกส์ด้วย  โดยส่วนมากวิศวกรผู้ออกแบบจะออกแบบไว้ประมาณ 30 %ของ load พลังงงานไฟฟ้าสูงสุด แต่โรงงานงานอุตสาหกรรมมักจะมีการปรัยปรุงเครื่องจักรตลอดเวลาทำให้ค่า ค่าเพาเวอร์แฟคเตอร์ ผิดเพี้ยนจากค่าเดิมได้ จึงต้องมีการตรวจเช็คประจำ ค่าเพาเวอร์แฟคเตอร์ ควรจะมีค่ามากกว่า 0.85 ในกรณีโหลดในโรงงานมีค่าเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาและมีโหลดขนาดเล็กจำนวนมากควรจะใช้ PF Conntroller ที่สามารถปรับค่าในช่องที่ถี่มากขึ้น</span></p>
<p style="text-align: justify;">สามารถใช้อุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นเช่นใช้มอเตอร์ประสิทธิภาพสูง ,บัสลาสต์อิเลคทรอนิคส์</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #000080;"><em><strong>ขอขอบคุณ Guru ผู้ไม่ประสงค์ออกนามที่ช่วยแบ่งปันความรู้ในเชิงเทคนิคดี ๆ ให้เราได้อ่าน <em>วิธีประหยัดพลังงานไฟฟ้าในโรงงานอุตสาหกรรม  กันค่ะ</em></strong></em></span></p>
<p style="text-align: justify;">
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://factoryguideline.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9f%e0%b8%9f%e0%b9%89/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ภาพรวมตลาดแรงงานประเทศไทยปี 2556</title>
		<link>https://factoryguideline.com/%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8/</link>
		<comments>https://factoryguideline.com/%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 30 Mar 2014 04:42:26 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[Nongluck Boonsook]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Featured]]></category>
		<category><![CDATA[Job Opportunity]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพรวมตลาดแรงงานประเทศไทยปี 2556]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://factoryguideline.com/test/?p=795</guid>
		<description><![CDATA[าพรวมตลาดแรงงานประเทศไทยปี 2556 จากการสำรวจความต้องการของสถานประกอบการต่าง ๆ ของอเด็คโก้ประจำปี 2556 พบว่าสายงานยอดนิยมที่เรียนแล้วมีตำแหน่งงานรอบรับยังเป็นสายวิศวกรรมศาสตร์ บัญชี ธุรการ งานขาย และไอที นักศึกษาจบใหม่หรือคนที่มีความชำนาญสายงานดังกล่าวสามารถหางานใหม่ ๆ ได้ไม่ยาก ส่วนตลาดแรงงานมองว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ สินค้าอุปโภค-บริโภค เทคโนโลยีสารสนเทศ และงานธุรกิจก่อสารยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะจำนวนผู้ต้องการใช้นั้นมีอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นกลุ่มธุรกิจที่อยู่อันดับต้น ๆ ในการเติบโตของปี 2556 แต่ติดอยู่ปัญหาคืออัตราการว่างงานของนักศึกษาจบใหม่ ด้วยการปรับเงินเดือนสำหรับผู้จบระดับปริญญาตรีของงานข้าราชการที่ 15,000 บาท ทำให้ภาพรวมตลาดแรงงานประเทศไทยปี 2556 แปรเปลี่ยนไป เช่น หน่วยงานเอกชนต้องปรับขึ้นตาม ต้องการคุณสมบัติผู้สมัครงานเพิ่มขึ้น เพื่อชะลอการจ้างงานนั่นเอง แม้ธุรกิจงานอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนหรืออะไหล่ต่าง ๆ ในบ้านเราจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะการเติบโตไม่ได้ทะยานสูงแต่ค่อย ๆ ขยายตัวขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยภาวะทางเศรษฐกิจ และปัญหาการเมืองของประเทศไทย ทำให้การเติบโตชะลอตัวลง แต่ยังมีสถานประกอบการต่าง ๆ ที่ต้องการแรงงานจากนักศึกษาจบใหม่ เพียงว่าพวกเขาเลือกจะสมัครในสายงานที่ชื่นชอบ หรือเลือกเป็นนายตัวเองโดยการเปิดธุรกิจส่วนตัวเพราะค่าตอบแทนที่สูงกว่า หากสถานประกอบการยังเปิดโอกาสให้ผู้มีทักษะ ความเชี่ยวชาญ หรือประสบการณ์ในการทำงานมากกว่าให้โอกาสนักศึกษาจบใหม่ที่พร้อมจะเริ่มงานแล้ว อัตราการว่างงานและอัตราการขาดแคลนแรงงานต้องสูสีกันต่อไปเรื่อย ๆ โดยสรุป ภาพรวมตลาดแรงงานประเทศไทยปี 2556 ปัจจัยที่มีผลต่อการจ้างงานคือ การปรับฐานเงินเดือนข้าราชการระดับปริญญาตรีเป็น 15,000 บาท ทำให้ภาคเอกชนต้องปรับเงินเดือนตามไปด้วย และแรงงานใหม่ที่หางานไม่ได้หรือต้องการอิสระในการทำงานจึงหันไปประกอบธุรกิจส่วนตัวที่ให้ค่าตอบแทนที่สูงกว่า หากภาวะเศรษฐกิจทุกด้านได้รับการแก้ไขอย่างเหมาะสมแล้ว ปัญหาเรื่องการขาดแคลนแรงงาน และการว่างงานน่าจะลดความรุนแรงลง และอุตสาหกรรมด้านต่าง ๆ ก็จะเติบโตได้มากยิ่งขึ้น เพราะมีกำลังการผลิตที่เพียงพอต่อความต้องการ และธุรกิจภาพร่วมของประเทศก็จะเติบโตอย่างชัดเจน  ขอบคุณข้อมูลจาก ACEDDO Group thailand]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><span style="line-height: 1.5em;"><span class="dropcap dropcap1 "><span style="color: #ffffff;"><strong>ภ</strong></span></span><strong>าพรวมตลาดแรงงานประเทศไทยปี 2556 </strong></span><span style="line-height: 1.5em;">จากการสำรวจความต้องการของสถานประกอบการต่าง ๆ ของอเด็คโก้ประจำ<em><span style="color: #0000ff;">ปี 2556 พบว่าสายงานยอดนิยมที่เรียนแล้วมีตำแหน่งงานรอบรับยังเป็นสายวิศวกรรมศาสตร์ บัญชี ธุรการ งานขาย และไอที</span> </em>นักศึกษาจบใหม่หรือคนที่มีความชำนาญสายงานดังกล่าวสามารถหางานใหม่ ๆ ได้ไม่ยาก ส่วนตลาดแรงงานมองว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ สินค้าอุปโภค-บริโภค เทคโนโลยีสารสนเทศ และงานธุรกิจก่อสารยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะจำนวนผู้ต้องการใช้นั้นมีอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นกลุ่มธุรกิจที่อยู่อันดับต้น ๆ ในการเติบโตของปี 2556</span></p>
<p style="text-align: justify;">แต่ติดอยู่ปัญหาคืออัตราการว่างงานของนักศึกษาจบใหม่ <em><span style="color: #0000ff;">ด้วยการปรับเงินเดือนสำหรับผู้จบระดับปริญญาตรีของงานข้าราชการที่ 15,000 บาท ทำให้ภาพรวมตลาดแรงงานประเทศไทยปี 2556 แปรเปลี่ยนไป เช่น หน่วยงานเอกชนต้องปรับขึ้นตาม ต้องการคุณสมบัติผู้สมัครงานเพิ่มขึ้น เพื่อชะลอการจ้างงานนั่นเอง</span> </em>แม้ธุรกิจงานอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนหรืออะไหล่ต่าง ๆ ในบ้านเราจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะการเติบโตไม่ได้ทะยานสูงแต่ค่อย ๆ ขยายตัวขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยภาวะทางเศรษฐกิจ และปัญหาการเมืองของประเทศไทย ทำให้การเติบโตชะลอตัวลง แต่ยังมีสถานประกอบการต่าง ๆ ที่ต้องการแรงงานจากนักศึกษาจบใหม่ เพียงว่าพวกเขาเลือกจะสมัครในสายงานที่ชื่นชอบ หรือเลือกเป็นนายตัวเองโดยการเปิดธุรกิจส่วนตัวเพราะค่าตอบแทนที่สูงกว่า</p>
<p style="text-align: justify;"><img class="aligncenter size-medium wp-image-874" alt="Leader" src="http://factoryguideline.com/wp-content/uploads/2014/03/Leader1-300x225.jpg" width="300" height="225" /></p>
<p style="text-align: justify;">หากสถานประกอบการยังเปิดโอกาสให้ผู้มีทักษะ ความเชี่ยวชาญ หรือประสบการณ์ในการทำงานมากกว่าให้โอกาสนักศึกษาจบใหม่ที่พร้อมจะเริ่มงานแล้ว อัตราการว่างงานและอัตราการขาดแคลนแรงงานต้องสูสีกันต่อไปเรื่อย ๆ</p>
<p style="text-align: justify;"><em><span style="color: #0000ff;">โดยสรุป ภาพรวมตลาดแรงงานประเทศไทยปี 2556 ปัจจัยที่มีผลต่อการจ้างงานคือ การปรับฐานเงินเดือนข้าราชการระดับปริญญาตรีเป็น 15,000 บาท ทำให้ภาคเอกชนต้องปรับเงินเดือนตามไปด้วย</span></em> และแรงงานใหม่ที่หางานไม่ได้หรือต้องการอิสระในการทำงานจึงหันไปประกอบธุรกิจส่วนตัวที่ให้ค่าตอบแทนที่สูงกว่า หากภาวะเศรษฐกิจทุกด้านได้รับการแก้ไขอย่างเหมาะสมแล้ว ปัญหาเรื่องการขาดแคลนแรงงาน และการว่างงานน่าจะลดความรุนแรงลง และอุตสาหกรรมด้านต่าง ๆ ก็จะเติบโตได้มากยิ่งขึ้น เพราะมีกำลังการผลิตที่เพียงพอต่อความต้องการ และธุรกิจภาพร่วมของประเทศก็จะเติบโตอย่างชัดเจน</p>
<p style="text-align: center;"><span style="color: #0000ff;"><strong><blockquote><p></strong></span></p>
<h3 style="text-align: center;"><span style="color: #0000ff;"><strong><span style="color: #339966;">งานกับเงินต้องสมดุลกัน</span></strong></span></h3>
<h3 style="text-align: center;"><span style="color: #339966;"><strong> คงไม่มีนักธุรกิจที่ไหนยอมจ่ายเกินความสามารถเป็นแน่</strong></span></h3>
<p style="text-align: center;"><span style="color: #0000ff;"><strong></p></blockquote></strong></span></p>
<p> <strong><em>ขอบคุณข้อมูลจาก ACEDDO Group thailand</em></strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://factoryguideline.com/%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
