<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Factory Guideline &#187; Incoterm</title>
	<atom:link href="https://factoryguideline.com/category/incoterm/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://factoryguideline.com</link>
	<description>factoryguideline.com ครบเครื่องเรื่องอุตสาหกรรม</description>
	<lastBuildDate>Tue, 15 Oct 2019 16:36:41 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=4.2.38</generator>
	<item>
		<title>ให้บริการ load สินค้าเข้าตู้คอนเทนเนอร์ ชลบุรี กรุงเทพฯ และทั่วประเทศ</title>
		<link>https://factoryguideline.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3-load-%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%97/</link>
		<comments>https://factoryguideline.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3-load-%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%97/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 28 Mar 2015 17:44:26 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[Nongluck Boonsook]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Incoterm]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://factoryguideline.com/?p=2286</guid>
		<description><![CDATA[าร load สินค้าเข้าตู้คอนเทนเนอร์ เป็นขั้นตอนที่ยาก และสำคัญทีเดียวสำหรับการขายสินค้าต่างประเทศ เพราะนอกจากจะต้องทำงานแข่งกับเวลาแล้ว ยังต้องระมัดระวังให้สินค้าที่จะขายนั้นอยู่ในสภาพเรียบร้อยสมบูรณ์ตามที่ลูกค้าคาดหวัง หากเราเป้นเพียงผู้ซื้อหรือผู้ขายที่เพียงนั่งสั่งการอยู่ในสำนักงานที่ไหนสักแห่งก็คงไม่รู้สึกอะไร แต่หากแราเป็นใครคนหนึ่งที่เป็นหนึ่งในทีมงานที่จะต้องมีส่วนร่่วมในการนำพาสินค้านั้นให้เข้าไปอยู่ในตู้อย่างปลอดภัย และคงสภาพเรียบร้อยเช่นเดิมนั้น เป็นงานยากทีเดียว ดังนั้นวันนี้จะพามาดูวิธีการ load เครื่องจักร ของ shipment หนึ่งที่กว่าจะเสร็จเรียบร้อย ก็ทำเอาคนถ่ายวีดีโอเหงื่อตกกันเลยทีเดียว แต่ถึงอย่างไรก็ยังเหนื่อยน้อยกว่าทีมหลักที่คอยประสานเสียง แรง กันอย่างแข็งขันเพื่อให้เครื่องจักรนั้นเคลื่อนย้ายอย่างถูกกระบวนท่า  สิ่งที่เห็นได้ชัดจากงานนี้คือ teamwork งานลักษณะนี้ teamwork สำคัญมาก และเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้งานนี้สำเร็จลงได้ด้วยดี &#160; &#160; &#160; &#160; ทีมงานมืออาชีพ แบบนี้หาได้ไม่ง่าย สนใจสามารถติดต่อใช้บริการได้ที่ 086 9027240 เรามีทีมงานมืออาชีพพร้อมให้บริการแบบทีนำเสนอกันเลยล่ะค่ะ]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><span style="line-height: 1.5em;"><span class="dropcap dropcap1 "><span style="color: #ffffff;"><strong>ก</strong></span></span><span style="color: #888888;"><span style="color: #000080;">าร load สินค้าเข้าตู้คอนเทนเนอร์</span> </span>เป็นขั้นตอนที่ยาก และสำคัญทีเดียวสำหรับ</span>การขายสินค้าต่างประเทศ เพราะนอกจากจะต้องทำงานแข่งกับเวลาแล้ว ยังต้องระมัดระวังให้สินค้าที่จะขายนั้นอยู่ในสภาพเรียบร้อยสมบูรณ์ตามที่ลูกค้าคาดหวัง</p>
<p>หากเราเป้นเพียงผู้ซื้อหรือผู้ขายที่เพียงนั่งสั่งการอยู่ในสำนักงานที่ไหนสักแห่งก็คงไม่รู้สึกอะไร แต่หากแราเป็นใครคนหนึ่งที่เป็นหนึ่งในทีมงานที่จะต้องมีส่วนร่่วมในการนำพาสินค้านั้นให้เข้าไปอยู่ในตู้อย่างปลอดภัย และคงสภาพเรียบร้อยเช่นเดิมนั้น เป็นงานยากทีเดียว</p>
<p>ดังนั้นวันนี้จะพามาดู<span style="color: #333399;"><em>วิธีการ load เครื่องจักร</em> </span>ของ shipment หนึ่งที่กว่าจะเสร็จเรียบร้อย ก็ทำเอาคนถ่ายวีดีโอเหงื่อตกกันเลยทีเดียว แต่ถึงอย่างไรก็ยังเหนื่อยน้อยกว่าทีมหลักที่คอยประสานเสียง แรง กันอย่างแข็งขันเพื่อให้เครื่องจักรนั้นเคลื่อนย้ายอย่างถูกกระบวนท่า  สิ่งที่เห็นได้ชัดจากงานนี้คือ<span style="color: #333399;"> teamwork </span>งานลักษณะนี้<span style="color: #333399;"> teamwork </span>สำคัญมาก และเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้งานนี้สำเร็จลงได้ด้วยดี</p>
<div class="wpb_row row-fluid">
	<div class="span6 wpb_column column_container">
		<div class="wpb_wrapper">
			<iframe src="https://www.youtube.com/embed/Jc_5pNxKorM" width="420" height="315" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
		</div> 
	</div> 

	<div class="span6 wpb_column column_container">
		<div class="wpb_wrapper">
			<iframe src="https://www.youtube.com/embed/Rj9fugS_pEI" width="420" height="315" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
		</div> 
	</div> 
</div>
<p>&nbsp;</p>
<div class="wpb_row row-fluid">
	<div class="span6 wpb_column column_container">
		<div class="wpb_wrapper">
			<iframe src="https://www.youtube.com/embed/1maJeyt98Xc" width="420" height="315" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
		</div> 
	</div> 

	<div class="span6 wpb_column column_container">
		<div class="wpb_wrapper">
			<iframe src="https://www.youtube.com/embed/GetlcdcjWB4" width="420" height="315" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
		</div> 
	</div> 
</div>
<p>&nbsp;</p>
<div class="wpb_row row-fluid">
	<div class="span6 wpb_column column_container">
		<div class="wpb_wrapper">
			<iframe src="https://www.youtube.com/embed/zTS34kBqm80" width="420" height="315" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
		</div> 
	</div> 

	<div class="span6 wpb_column column_container">
		<div class="wpb_wrapper">
			<iframe src="https://www.youtube.com/embed/IfZvKFFerf4" width="420" height="315" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
		</div> 
	</div> 
</div>
<p>&nbsp;</p>
<div class="wpb_row row-fluid">
	<div class="span6 wpb_column column_container">
		<div class="wpb_wrapper">
			<iframe src="https://www.youtube.com/embed/kcBHs2TDuAA" width="420" height="315" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
		</div> 
	</div> 

	<div class="span6 wpb_column column_container">
		<div class="wpb_wrapper">
			<iframe src="https://www.youtube.com/embed/AKySoSOR9Qk" width="420" height="315" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
		</div> 
	</div> 
</div>
<p>&nbsp;</p>
<h5><span style="color: #666699;"><strong><span style="line-height: 1.5em;">ทีมงานมืออาชีพ</span> แบบนี้หาได้ไม่ง่าย สนใจสามารถติดต่อใช้บริการได้ที่ 086 9027240 เรามีทีมงานมืออาชีพพร้อมให้บริการแบบทีนำเสนอกันเลยล่ะค่ะ</strong></span></h5>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://factoryguideline.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3-load-%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%97/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ข้อควรระวังในการใช้ Incoterm Exwork</title>
		<link>https://factoryguideline.com/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89-incoterm-exwork/</link>
		<comments>https://factoryguideline.com/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89-incoterm-exwork/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 28 Apr 2014 14:13:52 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[Nongluck Boonsook]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Featured]]></category>
		<category><![CDATA[Incoterm]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://factoryguideline.com/?p=1776</guid>
		<description><![CDATA[นนี้เรามาขยายความจากตอนที่แล้วเกี่ยวกับ Incoterm Exwork กันค่ะว่า การเลือกใช้เงื่อนไขแบบนี้ มีโอกาสที่จะเปิดปัญหาเฉพาหน้าแบบไหนได้บ้าง ขอแบ่งเป็น 2 ส่วนนะคะ กลุ่มแรกเป็นประเภทที่ใช้ Incoterm Exwork สำหรับการนำเข้าวัตถุดิบ โดยขออธิบายขั้นตอนการทำงานคร่าว ๆ ต่อไปนี้นะคะ เพื่อให้คนที่ไม่ได้อยู่ในวงการจะได้มองภาพตามไปได้ว่า ข้อควรระวังในการใช้ Incoterm Exwork สำหรับการนำเข้าวัตถุดิบมีอะไรบ้าง Planning material วางแผนในการใช้วัตถุดิบ ซึ่งขั้นตอนนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละบริษัทว่ามีลำดับการทำงานอย่างไร อย่างเช่น  &#62; วางแผนด้วย File excel แล้วส่งต่อความต้องการให้แผนกจัดซื้อวางแผนการสั่งซื้อต่อไป กลุ่มนี้อาจจะต้องจับตาดูเรื่อง planning เป็นพิเศษ เพราะมีความเสี่ยงสูงหากคำนวณพลาด หรือมีการเปลี่ยนแปลงการผลิตแบบกะทันหัน สินค้าที่มีอยู่ในสต็อคจะปรับตัวรองรับยอดผลิตที่เข้ามาใหม่ไม่ทัน                                                                                                     &#62; วางแผนการสั่งซื้อด้วยระบบ MRP หากบริษัทนั้น ๆ ให้ความสำคัญกับระบบ มักจะเลือกใช้ระบบที่มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการข้อมูลขนาดใหญ่สูง เช่น SAP Oracle เป็นต้น แต่ถึงระบบจะดี และ RE-order point หรือการสั่งซื้อแต่ละครั้งระบบจะ run ขึ้นมาอัตโนมัติก็อย่าได้วางใจ 100% เพราะก็มีโอกาสผิดพลาดเช่นกัน อย่างเช่น ผู้ใช้ลืมตัดสต็อค ทำให้สินค้าคงคงคลังเหลือมากกว่าปกติ ทำให้ระบบไม่สั่งเปิด Order ต่อไป กว่าจะสั่งก็กลายเป็น short เสียแล้ว ก็จะไม่ทันการณ์กันล่ะค่ะ การส่งจัดใบสั่งซื้อให้ Supplier ควรจะต้องมีการติดต่อการยืนยัน order และกำหนดวันส่งสินค้า หรือ ETD (Estimate delivery date) เพื่อจะได้ไม่พลาด เพราะอาจเกิดปัญหา supplier ลืมผลิตสินค้า, ไม่ได้รับ email, พนักงานลาออกแล้วแต่ email ยังคงใช้งานอยู่ และไม่มีใครแจ้งเตือนลูกค้า กรณีเคยเกิดมาแล้วกับหลาย ๆ คน ดังนั้นวิธีการที่ดีที่สุดคือ Confirm ทุก order ที่สั่ง เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีสินค้าใช้เมื่อต้องการ ควรจะต้องทำ Forecast ร่วมกันระหว่าง ผู้ซื้อ ผู้ขาย และ Forwarder เพื่อให้เข้าใจความต้องการใช้สินค้าในแต่ละช่วงเวลาว่าประมาณเท่าไร Lead time หรือระยะเวลาในการขนส่งสินค้าปกติ ใช้เวลากี่วัน เรือเดินทางกี่วัน เดินพิธีการศุลกากรทางด้านประเทศผู้ขาย และประเทศผู้ซื้ออย่างละกี่วัน เป็นสินค้าชนิดพิเศษที่มีขั้นตอนพิเศษมากกว่าสินค้าปกติหรือไม่ หากทำเช่นนี้ได้รับรองว่าฉลุยค่ะไม่ว่าจะเป็น Incoterm แบบไหน ใช้ Forecast จากข้อ 3 ในการติดตามงานจากผู้ขายและ Forwarder เพื่อให้งานเป็นไปตามแผน การเก็บสินค้าคงคลัง หรือ Inventory ต้องมี Backup stock ในระดับที่เหมาะสม ไม่สุ่มเสี่ยงจนเกินไป เพราะหากเกิดเหตุการณ์เฉพาะหน้า เช่น สินค้า NG หรือใช้งานไม่ได้ในบาง Lot หรือเกิดพายุทำให้สินค้าเสียหาย อาจจะทำให้เกิด shortage ได้ เอกสารหรือรายละเอียดที่จะต้องใช้ในการเดินพิธีการ เช่น Invoice, packing list, คำแปลสินค้า และเอกสารอื่น ๆ ที่มี ให้เตรียมพร้อมไว้เสมอ ก่อนที่สินค้าจะมาถึงท่าเรือ ทำรอไว้เลย ไม่ใช่มาถือแล้วเพิ่งมาหาเอกสาร ทำให้เสียโอกาสไปเปล่า ต้องบอกว่า มิใช่เป็นเพียงการเลือก Incoterm เท่านั้น แต่การทำงานระหว่างแผนกจัดซื้อ, Logistic, ผู้ขาย และ forwarder จะต้องสอดคล้องต้องกัน งานจึงจะออกมาเป็นราบรื่น แต่หากองค์ประกอบไม่ครบ หากโขคดีก็ดีไป วันไหนโชคร้ายก็หยุด line การผลิตเท่านั้นเองค่ะ ต่อไปมาดูกลุ่มที่สอง การนำเข้าเครื่องจักรด้วย Incoterm Exwork ซึ่งเชื่อว่าส่วนใหญ่ไม่ค่อยทำกัน? ที่กล้าพูดแบบนี้เพราะว่า ส่วนใหญ่ทุกคนเลือกความสบาย เครื่องจักรมูลค่ามักจะเป็นหลักหลายล้าน ดังนั้นหากเกิดอะไรขึ้นระหว่างการเดินทาง ยากที่จะประเมินความเสียหายได้ นับตั้งแต่การ claim จะยุ่งยากมากเพราะมูลค่าสูง จะต้องพิสูจน์อะไรกันมากมาย ไม่จบกันง่าย ๆ แน่ แต่ที่แย่ที่สุดคงเป็นเรื่องการเสียโอกาสทางธุรกิจ เช่น Delay project โดนลูกค้าปรับ ยากที่จะจินตนาการเลยทีเดียว หากเกิดความเสียหายขึ้น เชื่อหรือไม่ว่า เรานำเข้าเครื่องจักรด้วย Incoterm Exwork  อยู่เสมอ ? เหตุผลหลักก็เรื่องการประหยัดต้นทุนนั่นเองค่ะ นอกจากนี้พอเราได้ทำบ่อย ๆ ต้องบอกว่าจะเชี่ยวชาญอัตโนมัติ เพราะปัญหามักจะเยอะมาก เพราะอะไร? เพราะเป็นการทำ shipment แบบครั้งเดียว เราไม่อาจรู้ว่าจะมีปัญหาอะไรที่รอเราอยู่ ? ถ้าเป็น Shipment ปกติ อยู่อย่างแค่ copy แล้วเปลี่ยนจำนวนสินค้า หรือบางครั้งไม่เปลียนเลย จึงง่ายกว่าเยอะ การนำเข้าเครื่องจักรจะต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง ? ที่จริงก็คล้าย ๆ กับการนำเข้าวัตถุดิบ จะมีข้อแตกต่างกันดังนี้ค่ะ ข้อควรระวังในการใช้ Incoterm Exwork สำหรับการนำเข้าเครื่องจักร กำหนด Time line สำหรับการผลิตกับผู้ขายเครื่องจักรให้ชัดเจน  ว่าเครื่องจะผลิตเสร็จเมื่อไร หลังจากนั้น จะใช้เวลาในการ Precommisioning (การทดสอบเครื่องจักรรอบแรก ณ โรงงานผู้ผลิต) กี่วัน, เครื่องจักรใช้เวลาในเตรียมที่จะส่งออก เดินทางโดยเรือกี่วัน และเดินพิธีการศุลกากรในประเทศไทยกี่วัน ติดตั้งเครื่องจักร ณ โรงงานผู้ซื้อกี่วัน และพร้อมที่จะ Commissioning เมื่อไร นี่คือความต่างระหว่างเครื่องจักรและวัตถุดิบ สำหรับวัตถุดิบขนมาถึงโรงงานก็จบที่เหลือเป็นเรื่องของฝ่ายอื่นที่จะรับไปบริหารต่อ แต่ถ้าเป็นเครื่องจักร เราต้องเข้าใจแผนการทำงานในขั้นต่อไปด้วยว่า แผนการทำงานเป็นอย่างไร เพราะเมื่อรู้วันที่เครื่องจักรมาถึงแล้ว แผนนี้จะต้องสอดคล้องกับวันที่จะให้ทาง Supervisor ของผู้ผลิตเข้ามา Commissioning และ Training เพื่อให้เครื่องจักรพร้อมที่จะทำงานต่อด้วยค่ะ ควรตรวบสอบเรื่องพิกัดภาษีนำเข้าว่าเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ ด้วยการนำรายละเอียดพร้อมรูปถ่ายส่งให้ Forwarder  นำไปตรวจสอบเพื่อวางแผนเรื่องภาษีก่อนการนำเข้าจริง แต่หากได้รับสิทธิ BOI ก็จะต้องดำเนินการยื่นเอกสารรอล่วงหน้า เมื่อสินค้ามาถึงจะได้ไม่ต้องจ่ายค่าภาษี เพียงนำเอกสารที่ทำรอไว้แล้วประกบเพื่อเดินพิธีการเท่านั้นค่ะ การเลือก Incoterm ในข้อนี้จะสนับสนุนเรื่องการวางแผนเรื่องภาษีด้วยค่ะ ตรวจสอบคุณลักษณะเฉพาะของเครื่องจักร วัตถุดิบ หรือ องค์ประกอบอื่นที่เกี่ยวข้องกับเครื่องจักรว่า เข้าเกณฑ์พิเศษข้อใดที่จะต้องขออนุญาตเป็นการเฉพาะหรือไม่ เช่น ใช้ Solvent ที่เป็นสารต้องห้าม หรือสารเคมีอันตรายที่กรมโรงงานถือเป็นวัตถุอันตรายต้องควบคุม หรือรายงานเป็นพิเศษ หากเข้าข่ายข้อนี้ จะต้องทำเรื่องรอไว้ก่อน เพราะการอนุมัติการแบบราชการมักจะใช้เวลานาน เร่งไม่ได้ ต้องระวังอย่างยิ่ง เพราะเครื่องมาถึงแล้วอาจจะออกสินค้าไม่ได้ หรือเครื่องมาจอดรอสารเคมีบางรายการก็เป็นได้ ขนาดของเครื่องจักรหรืออุปกรณ์จะบรรทุกด้วยตู้ container แบบใด เช่น มาแบบ LCL คือมาตู้รวมกับรายอื่น ๆ เหมือนขึ้นรถตู้รวม จัดสรรที่ให้เหมาะสมกับขนาดเครื่องจักร  หรือจะมาแบบ FCL หรือเป็นการเหมาตู้มาคนเดียว เหมือนเหมารถตู้มาเป็นการส่วนตัว พยายามพูดให้เป็นภาษาง่าย ๆ เพื่อน ๆ จะได้เข้าใจง่ายขึ้นค่ะ ข้อนี้ก็สำคัญนะคะ เพราะการวางแผนจองล่วงหน้าจะได้มีพื้นที่เหมาะสม ราคาไม่แพงเกินไป และมาตามแผน แต่หากรีบร้อน ก็จะเจอปัญหา ตกตู้ ไม่มีเรือ ราคาแพง และสุดท้ายก็หลุดแผนตามระเบียบ สิ่งที่จะต้องเตรียมอธิบายกันพอหอมปากหอมคอประมาณนี้ก่อน เรื่องอื่น ๆ จะมาเล่าให้ฟังในตอนต่อ ๆ ไปกันนะคะ สนใจเข้าร่วม free workshop ดูรายละเอียดได้จาก link นี้นะคะ]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 14px; line-height: 1.5em;"><span class="dropcap "><span style="color: #ffffff;"><strong>วั</strong></span></span>นนี้เรามาขยายความจากตอนที่แล้วเกี่ยวกับ </span><span style="color: #ff6600;"><i style="font-size: 14px; line-height: 1.5em;">Incoterm Exwork</i></span><span style="font-size: 14px; line-height: 1.5em;"> กันค่ะว่า การเลือกใช้เงื่อนไขแบบนี้ มีโอกาสที่จะเปิดปัญหาเฉพาหน้าแบบไหนได้บ้าง ขอแบ่งเป็น 2 ส่วนนะคะ</span></p>
<p style="text-align: justify;">กลุ่มแรกเป็นประเภทที่ใช้ <span style="color: #ff6600;"><i>Incoterm Exwork</i></span> สำหรับการนำเข้าวัตถุดิบ โดยขออธิบายขั้นตอนการทำงานคร่าว ๆ ต่อไปนี้นะคะ เพื่อให้คนที่ไม่ได้อยู่ในวงการจะได้มองภาพตามไปได้ว่า <em><span style="color: #ff6600;">ข้อควรระวังในการใช้ Incoterm Exwork </span></em>สำหรับการนำเข้าวัตถุดิบมีอะไรบ้าง</p>
<ol style="text-align: justify;">
<li><span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #888888; text-decoration: underline;"><strong>Planning material</strong> </span></span>วางแผนในการใช้วัตถุดิบ ซึ่งขั้นตอนนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละบริษัทว่ามีลำดับการทำงานอย่างไร อย่างเช่น  &gt; วางแผนด้วย File excel แล้วส่งต่อความต้องการให้แผนกจัดซื้อวางแผนการสั่งซื้อต่อไป กลุ่มนี้อาจจะต้องจับตาดูเรื่อง planning เป็นพิเศษ เพราะมีความเสี่ยงสูงหากคำนวณพลาด หรือมีการเปลี่ยนแปลงการผลิตแบบกะทันหัน สินค้าที่มีอยู่ในสต็อคจะปรับตัวรองรับยอดผลิตที่เข้ามาใหม่ไม่ทัน                                                                                                     &gt; วางแผนการสั่งซื้อด้วยระบบ MRP หากบริษัทนั้น ๆ ให้ความสำคัญกับระบบ มักจะเลือกใช้ระบบที่มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการข้อมูลขนาดใหญ่สูง เช่น SAP Oracle เป็นต้น แต่ถึงระบบจะดี และ RE-order point หรือการสั่งซื้อแต่ละครั้งระบบจะ run ขึ้นมาอัตโนมัติก็อย่าได้วางใจ 100% เพราะก็มีโอกาสผิดพลาดเช่นกัน อย่างเช่น ผู้ใช้ลืมตัดสต็อค ทำให้สินค้าคงคงคลังเหลือมากกว่าปกติ ทำให้ระบบไม่สั่งเปิด Order ต่อไป กว่าจะสั่งก็กลายเป็น short เสียแล้ว ก็จะไม่ทันการณ์กันล่ะค่ะ</li>
<li><span style="font-size: 14px; line-height: 1.5em;"><span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #888888;"><strong>การส่งจัดใบสั่งซื้อให้ Supplier ควรจะต้องมีการติดต่อการยืนยัน order และกำหนดวันส่งสินค้า</strong> </span></span>หรือ </span><em style="font-size: 14px; line-height: 1.5em;"><span style="color: #0000ff;">ETD (Estimate delivery date)</span> </em><span style="font-size: 14px; line-height: 1.5em;">เพื่อจะได้ไม่พลาด เพราะอาจเกิดปัญหา supplier ลืมผลิตสินค้า, ไม่ได้รับ email, พนักงานลาออกแล้วแต่ email ยังคงใช้งานอยู่ และไม่มีใครแจ้งเตือนลูกค้า กรณีเคยเกิดมาแล้วกับหลาย ๆ คน ดังนั้นวิธีการที่ดีที่สุดคือ Confirm ทุก order ที่สั่ง เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีสินค้าใช้เมื่อต้องการ</span></li>
<li><span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #888888;"><strong>ควรจะต้องทำ Forecast ร่วมกันระหว่าง ผู้ซื้อ ผู้ขาย และ Forwarder </strong></span></span>เพื่อให้เข้าใจความต้องการใช้สินค้าในแต่ละช่วงเวลาว่าประมาณเท่าไร Lead time หรือระยะเวลาในการขนส่งสินค้าปกติ ใช้เวลากี่วัน เรือเดินทางกี่วัน เดินพิธีการศุลกากรทางด้านประเทศผู้ขาย และประเทศผู้ซื้ออย่างละกี่วัน เป็นสินค้าชนิดพิเศษที่มีขั้นตอนพิเศษมากกว่าสินค้าปกติหรือไม่ หากทำเช่นนี้ได้รับรองว่าฉลุยค่ะไม่ว่าจะเป็น <span style="color: #0000ff;"><em>Incoterm</em></span> แบบไหน</li>
<li><span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #888888;"><strong>ใช้ Forecast จากข้อ 3 ในการติดตามงานจากผู้ขาย</strong></span></span>และ Forwarder เพื่อให้งานเป็นไปตามแผน</li>
<li><span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #888888;"><strong>การเก็บสินค้าคงคลัง หรือ Inventory ต้องมี Backup stock ในระดับที่เหมาะสม </strong></span></span>ไม่สุ่มเสี่ยงจนเกินไป เพราะหากเกิดเหตุการณ์เฉพาะหน้า เช่น สินค้า NG หรือใช้งานไม่ได้ในบาง Lot หรือเกิดพายุทำให้สินค้าเสียหาย อาจจะทำให้เกิด shortage ได้</li>
<li>เอกสารหรือรายละเอียดที่จะต้องใช้ในการเดินพิธีการ เช่น Invoice, packing list, คำแปลสินค้า และเอกสารอื่น ๆ ที่มี ให้เตรียมพร้อมไว้เสมอ ก่อนที่สินค้าจะมาถึงท่าเรือ ทำรอไว้เลย ไม่ใช่มาถือแล้วเพิ่งมาหาเอกสาร ทำให้เสียโอกาสไปเปล่า</li>
</ol>
<p style="text-align: justify;">ต้องบอกว่า มิใช่เป็นเพียงการเลือก<span style="color: #ff6600;"><i> </i><i>Incoterm</i> </span>เท่านั้น แต่การทำงานระหว่างแผนกจัดซื้อ, Logistic, ผู้ขาย และ forwarder จะต้องสอดคล้องต้องกัน งานจึงจะออกมาเป็นราบรื่น แต่หากองค์ประกอบไม่ครบ หากโขคดีก็ดีไป วันไหนโชคร้ายก็หยุด line การผลิตเท่านั้นเองค่ะ</p>
<p style="text-align: justify;">ต่อไปมาดูกลุ่มที่สอง การนำเข้าเครื่องจักรด้วย<em><span style="color: #ff6600;"> Incoterm Exwork</span> </em>ซึ่งเชื่อว่าส่วนใหญ่ไม่ค่อยทำกัน?</p>
<p style="text-align: justify;">ที่กล้าพูดแบบนี้เพราะว่า ส่วนใหญ่ทุกคนเลือกความสบาย เครื่องจักรมูลค่ามักจะเป็นหลักหลายล้าน ดังนั้นหากเกิดอะไรขึ้นระหว่างการเดินทาง ยากที่จะประเมินความเสียหายได้ นับตั้งแต่การ claim จะยุ่งยากมากเพราะมูลค่าสูง จะต้องพิสูจน์อะไรกันมากมาย ไม่จบกันง่าย ๆ แน่ แต่ที่แย่ที่สุดคงเป็นเรื่องการเสียโอกาสทางธุรกิจ เช่น Delay project โดนลูกค้าปรับ ยากที่จะจินตนาการเลยทีเดียว หากเกิดความเสียหายขึ้น</p>
<p style="text-align: justify;"><img class="aligncenter size-full wp-image-1735" src="http://factoryguideline.com/wp-content/uploads/2014/04/bigstock-freight-containers-at-the-dock-18391661.jpg" alt="freight containers at the docks ready for shipping" width="900" height="602" /></p>
<h3 style="text-align: justify;"></h3>
<h3 style="text-align: justify;"><strong>เชื่อหรือไม่ว่า เรานำเข้าเครื่องจักรด้วย <span style="color: #ff6600;"><i>Incoterm Exwork</i></span><i> </i> อยู่เสมอ ?</strong></h3>
<p style="text-align: justify;"><span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #ff0000; text-decoration: underline;">เหตุผลหลักก็เรื่องการประหยัดต้นทุนนั่นเองค่ะ นอกจากนี้พอเราได้ทำบ่อย ๆ ต้องบอกว่าจะเชี่ยวชาญอัตโนมัติ เพราะปัญหามักจะเยอะมาก</span></span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #000080;"><strong>เพราะอะไร? </strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">เพราะเป็นการทำ shipment แบบครั้งเดียว เราไม่อาจรู้ว่าจะมีปัญหาอะไรที่รอเราอยู่ ?</p>
<p style="text-align: justify;">ถ้าเป็น Shipment ปกติ อยู่อย่างแค่ copy แล้วเปลี่ยนจำนวนสินค้า หรือบางครั้งไม่เปลียนเลย จึงง่ายกว่าเยอะ</p>
<h3 style="text-align: left;"><span style="color: #000080;"><strong>การนำเข้าเครื่องจักรจะต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง ? </strong></span></h3>
<p style="text-align: left;"><strong><span style="color: #000080;">ที่จริงก็คล้าย ๆ กับการนำเข้าวัตถุดิบ จะมีข้อแตกต่างกันดังนี้ค่ะ </span><span style="color: #000080;"><em><span style="color: #ff6600;">ข้อควรระวังในการใช้ Incoterm Exwork </span></em>สำหรับการนำเข้าเครื่องจักร</span></strong></p>
<ol style="text-align: justify;">
<li><span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #999999; text-decoration: underline;"><strong>กำหนด Time line สำหรับการผลิตกับผู้ขายเครื่องจักรให้ชัดเจน</strong>  </span></span>ว่าเครื่องจะผลิตเสร็จเมื่อไร หลังจากนั้น จะใช้เวลาในการ <span style="color: #0000ff;"><em>Precommisioning (การทดสอบเครื่องจักรรอบแรก ณ โรงงานผู้ผลิต)</em></span> กี่วัน, เครื่องจักรใช้เวลาในเตรียมที่จะส่งออก เดินทางโดยเรือกี่วัน และเดินพิธีการศุลกากรในประเทศไทยกี่วัน ติดตั้งเครื่องจักร ณ โรงงานผู้ซื้อกี่วัน และพร้อมที่จะ Commissioning เมื่อไร นี่คือความต่างระหว่างเครื่องจักรและวัตถุดิบ สำหรับวัตถุดิบขนมาถึงโรงงานก็จบที่เหลือเป็นเรื่องของฝ่ายอื่นที่จะรับไปบริหารต่อ แต่ถ้าเป็นเครื่องจักร เราต้องเข้าใจแผนการทำงานในขั้นต่อไปด้วยว่า แผนการทำงานเป็นอย่างไร เพราะเมื่อรู้วันที่เครื่องจักรมาถึงแล้ว <span style="text-decoration: underline; color: #000080;">แผนนี้จะต้องสอดคล้องกับวันที่จะให้ทาง Supervisor ของผู้ผลิตเข้ามา Commissioning และ Training เพื่อให้เครื่องจักรพร้อมที่จะทำงานต่อด้วยค่ะ</span></li>
<li><span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #999999; text-decoration: underline;"><strong>ควรตรวบสอบเรื่องพิกัดภาษีนำเข้าว่าเป็นกี่เปอร์เซ็นต์</strong> </span></span>ด้วยการนำรายละเอียดพร้อมรูปถ่ายส่งให้ Forwarder  นำไปตรวจสอบเพื่อวางแผนเรื่องภาษีก่อนการนำเข้าจริง แต่หากได้รับสิทธิ BOI ก็จะต้องดำเนินการยื่นเอกสารรอล่วงหน้า เมื่อสินค้ามาถึงจะได้ไม่ต้องจ่ายค่าภาษี เพียงนำเอกสารที่ทำรอไว้แล้วประกบเพื่อเดินพิธีการเท่านั้นค่ะ การเลือก Incoterm ในข้อนี้จะสนับสนุนเรื่องการวางแผนเรื่องภาษีด้วยค่ะ</li>
<li><span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #999999;"><strong>ตรวจสอบคุณลักษณะเฉพาะของเครื่องจักร</strong></span></span> วัตถุดิบ หรือ องค์ประกอบอื่นที่เกี่ยวข้องกับเครื่องจักรว่า เข้าเกณฑ์พิเศษข้อใดที่จะต้องขออนุญาตเป็นการเฉพาะหรือไม่ เช่น ใช้ Solvent ที่เป็นสารต้องห้าม หรือสารเคมีอันตรายที่กรมโรงงานถือเป็นวัตถุอันตรายต้องควบคุม หรือรายงานเป็นพิเศษ หากเข้าข่ายข้อนี้ จะต้องทำเรื่องรอไว้ก่อน เพราะการอนุมัติการแบบราชการมักจะใช้เวลานาน เร่งไม่ได้ ต้องระวังอย่างยิ่ง เพราะเครื่องมาถึงแล้วอาจจะออกสินค้าไม่ได้ หรือเครื่องมาจอดรอสารเคมีบางรายการก็เป็นได้</li>
<li><span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #999999; text-decoration: underline;"><strong>ขนาดของเครื่องจักรหรืออุปกรณ์จะบรรทุกด้วยตู้ container แบบใด</strong> </span></span>เช่น มาแบบ LCL คือมาตู้รวมกับรายอื่น ๆ เหมือนขึ้นรถตู้รวม จัดสรรที่ให้เหมาะสมกับขนาดเครื่องจักร  หรือจะมาแบบ FCL หรือเป็นการเหมาตู้มาคนเดียว เหมือนเหมารถตู้มาเป็นการส่วนตัว พยายามพูดให้เป็นภาษาง่าย ๆ เพื่อน ๆ จะได้เข้าใจง่ายขึ้นค่ะ ข้อนี้ก็สำคัญนะคะ เพราะการวางแผนจองล่วงหน้าจะได้มีพื้นที่เหมาะสม ราคาไม่แพงเกินไป และมาตามแผน แต่หากรีบร้อน ก็จะเจอปัญหา ตกตู้ ไม่มีเรือ ราคาแพง และสุดท้ายก็หลุดแผนตามระเบียบ</li>
</ol>
<p style="text-align: justify;">สิ่งที่จะต้องเตรียมอธิบายกันพอหอมปากหอมคอประมาณนี้ก่อน เรื่องอื่น ๆ จะมาเล่าให้ฟังในตอนต่อ ๆ ไปกันนะคะ</p>
<h4 style="text-align: justify;"><span style="color: #ff0000;"><strong>สนใจเข้าร่วม free workshop ดูรายละเอียดได้จาก <a style="color: #ff0000;" href="http://factoryguideline.com/?p=1633">link นี้นะคะ</a></strong></span></h4>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://factoryguideline.com/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89-incoterm-exwork/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ข้อแนะนำในการเลือก Incoterm Exwork</title>
		<link>https://factoryguideline.com/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b8%b3%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81-incoterm-exwork/</link>
		<comments>https://factoryguideline.com/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b8%b3%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81-incoterm-exwork/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 27 Apr 2014 09:07:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[Nongluck Boonsook]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Featured]]></category>
		<category><![CDATA[Incoterm]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://factoryguideline.com/?p=1758</guid>
		<description><![CDATA[ลังจากที่ได้อ่านภาพใหญ่เกี่ยวกับ Incoterm กันแล้ว ตอนนี้เราจะเริ่มลงภาพย่อย ๆ กันทีละIncoterm กันแล้วล่ะคะ จะได้มองเห็นภาพชัดขึ้น เพราะภาพใหญ่เป็นเหมือนวิชาการ บางครั้งก็ยากเกินไปที่จะเข้าใจ หรือถ้าใครที่ไม่เคยปฏิบัติเลยนี่เลิกคิดเลย เพราะนึกไม่ออกแน่ ๆ ที่จริงเราเองก็ไม่เรียนด้าน logistic มาเลยนะคะ แต่เป็นความบังเอิญที่จะต้องทำ activities เกี่ยวกับเรื่องการลดต้นทุน และในส่วนขาเข้าเป็นต้นทุนที่สำคัญ ประกอบกับวัตถุดิบที่ซื้อมีนำเข้าอยู่หลายรายการทีเดียว รวมไปถึงเครื่องจักร ทำให้ได้มีโอกาสเข้ามาดูเรื่องนี้แบบเต็ม ๆ จะว่าเป็นโชคดีก็ได้นะคะทำให้ได้มีความรู้หลากหลายขึ้น บอกตามตรงว่าความรู้เรื่อง Logistic นำเข้า หรือ ส่งออก นั้นได้จากการพูดคุยกับ supplier, forwarder และน้อง ๆที่ทำเรื่อง BOI เป็นส่วนใหญ่ แล้วจับแต่ละจิ๊กซอมาเรียงกัน ทำให้เราเห็นภาพชัดขึ้นทุกครั้งที่เติมจิ๊กซอตัวใหม่ ความรู้ก็เพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ มาเข้าเรื่องกันเสียทีว่าจากประสบการณ์ของตัวเอง จะเลือกใช้ Incoterm exwork เมื่อไร? อดีตของการสั่งซื้อส่วนใหญ่รุ่นพี่ ๆ มักจะเลือกเป็น Incoterm CIF เป็นส่วนใหญ่ เพราะสะดวก และง่ายต่อการทำงาน ไม่ต้องคิดอะไรเยอะ ส่ง Po ให้ supplier หลังจากสินค้าผลิตเสร็จก็จะถูกส่งลงเรือ พอมาถึงปลายทางคือ ท่าเรือแหลมฉบังหรือคลองเตย แล้วแต่จะตกลงกัน ผู้ซื้อก็แค่ให้ บริษัท shipping ไปเคลียร์สินค้าออกมาเท่านั้น เตรียมเอกสาร เดินพิธีการ และจ่ายภาษี สินค้าจะถูกส่งถึงโรงงานหรือโกดังเรียบร้อย ยิ่งถ้าเป็นสินค้ารายการเดิม ๆ ก็แทบจะหลับตาทำได้เลย อาจจะมีปัญหาจุกจิกกวนใจบ้าง เช่น สินค้าเสียหายระหว่างการขนส่ง หรือ loading เพราะการเคลื่อนย้ายก็มีอาจจะมีปัญหาเสียหายบ้าง ก็ claim กันไป &#160; เมื่อง่ายแบบนี้แล้วทำไมต้องใช้ Incoterm exwork? ถ้าเป็นบริษัททั่วไปวิธีการนี้ก็น่าจะลงตัวด้วยกันทุกฝ่าย แต่สำหรับ Automotive หรือบริษัทที่ให้น้ำหนักเรื่องการลดต้นทุนแล้ว เราจะต้องคลี่ทุกจุดที่มีต้นทุนแอบแฝงออกมาให้หมด แล้วเปรียบเทียบว่า การซื้อด้วย Incoterm แบบเดิม กรณีนี้ขอเปรียบเทียบกับ Incoterm CIF แล้วกันนะคะ กับถ้าเราเปลี่ยนเป็น Incoterm Exwork แบบไหนจะถูกกว่ากัน เปรียบเทียบแล้วได้ผลอย่างไร? ต้องบอกว่าที่จะเล่าให้ฟังต่อไปนี้เป็นการเล่าจากประสบการณ์นะคะ ไม่ได้บอกว่าอะไรถูกหรือผิด หรืออะไรดีที่สุดเสมอไป หากเราซื้อเป็น Incoterm CIF ต้นทุนในการขนส่งจะประกอบไปด้วย C=Cost, I=Insurance, F=Freight  คือนอกจากราคาสินค้าที่ผู้ขายเสนอมาแล้ว ยังรวมค่าประกันและค่าขนส่งทางเรือ (Freight) ไว้อีกด้วย และค่าใข้จ่ายเหล่านี้คิดบนพื้นฐานของเงิน USD จึงมีตัวแปรคือการอ่อนค่า หรือแข็งค่าของเงินเหรียญด้วย ดังนั้นผู้ขายจึงต้องมีการเผื่อความเสี่ยงเรื่องอัตรราแลกเปลี่ยนไว้ด้วย แต่ในฐานะพ่อค้า บอกได้เลยว่าไม่มีใครบวกแค่ความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยนแน่นอน เพราะโดยธรรมการของการค้า ทุกย่างก้าวของธุรกิจอะไรที่ต้องทำงาน ต้องบวกค่าดำเนินการหรือบริหารจัดการไว้หมด ดังนั้น ในส่วนของค่าขนส่งจึงมักจะมีการบวกไว้เสมอ มากน้อยขึ้นอยู่กับประเทศที่เราค้าขายด้วย จากประสบการณ์ตรงเ เมื่อเปรียบเทียบระหว่างการนำเข้าโดย Incoterm CIF แล้วเปลี่ยนมาเป็น Incoterm Exwork ปรากฏว่าถูกกว่าเดิมประมาณ 20% โดยทั่วไปค่าเฉลี่ยจะอยู่ประมาณ 10%+ ไม่อยากเชื่อใช่มั้ยล่ะคะว่าแค่เปลี่ยนจาก Incoterm CIF มาเป็น Incoterm Exwork จะลดค่าใช้จ่ายได้ขนาดนั้น? ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อค่ะ เพราะทำมาแล้ว ที่นี้มาดูกันว่า ในเชิงการทำงานหากเปลี่ยน Incoterm แบบนี้แล้ว มีข้อดีข้อเสียอย่างไร เรามาพูดถึงข้อดีก่อนนะคะ สามารถลดต้นทุนได้มากทีเดียว ยกตัวอย่างเช่น รายการที่เราซื้อเป็นวัตถุหลัก นำเข้าปีละ 40 ล้านบาท ประมาณการค่าขนส่งไว้ 5% ของมูลค่านำเข้า อยู่ที่ประมาณ 2 ล้านบาท หากเราลดค่าใช้จ่ายได้ 20% จะคิดเป็นเงิน 400,000 บาท แล้วลองคิดต่อว่าถ้ามีแบบนี้หลาย ๆ รายการจะเป็นเงินเท่าไร เจ้าของธุรกิจอ่านแล้วอย่านิ่งเฉยนะคะ ทุกอย่างที่พูดมาคือความอยู่รอดขององค์กรทั้งนั้น การได้ปรับเปลี่ยนวิธีการ หรือหา solution ใหม่จะช่วยกระตุ้นให้ผู้ปฏิบัติงานเป็นนักคิด ข้อนี้สำคัญมาก เพราะเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มทั้งกับตัวพนักงานเองและองค์กรในการเพิ่มทักษะในการบริหารจัดการเรื่องการนำเข้าสินค้ามากยิ่งขึ้น เมื่อเปลี่ยนเป็น Incoterm exwork หมายถึง เราจะมีมูลค่าทางธุรกิจกับบริษัท forwarder มากขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสอันดีที่จะใช้ข้อมูลในการเรจรจาเรื่องการลดต้นทุนในอนาคต หรือมีโอกาสทางธุรกิจร่วมกันมากขึ้น มีข้อดีก็ย่อมมีข้อเสียบ้าง มาดูกันนะคะว่ามีข้อควรระวังอะไรบ้าง  Incoterm Exwork คือการไปรับสินค้า ณ โรงงานของผู้ขาย ดังนั้นความรับผิดชอบเรื่องการขนส่งจึงเป็นของผู้ซื้อ ความเสี่ยงของผู้ซื้อมีอะไรบ้าง หากผู้ซื้อมี Planning ที่มีความแม่นยำต่ำ หรือเก็บสต็อคน้อย ข้อนี้อันตรายมาก เพราะมี่ความเสี่ยงจะต้อง Airfreight หากนำเข้าสินค้าไม่ทัน Planning ด้านผู้ขายเองก็ไม่แม่นยำ หรือ error บ่อยข้อนี้ก็เสี่ยงเหมือนกัน  ต้องกำหนดข้อตกลงให้ชัดเจนว่าหากผู้ขายผลิตสินค้าล่าช้าจะต้องเป็นผู้จ่ายค่า Air freight ถึงแม้จะเป็น Incoterm Exwork ก็ตาม ประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะผู้ขายมักจะเกี่ยงความรับผิดชอบ หากไม่มี Agreement กันไว้ชัดเจน การกำหนดระดับสินค้าคงคลังต้องเหมาะสม หากน้อยเกินไปก็มีความเสี่ยงที่จะ shortage ได้ การเลือกสายเรือที่ Lead time ค่อนข้างแม่นยำ หากต้องการควบคุมสินค้าคงคลังแบบเข้มงวด พูดให้เข้าใจง่าย ๆ คือ ถ้าเราเก็บสต็อคน้อย แล้วยังเลือกเรือราคาถูก เหมือนขึ้นรถไฟหวานเย็น ของมาถึงช้าก็อาจจะ shortage ได้ ดั้งนั้นการกำหนดสินค้าคงคลังและการพิจารณาเรื่องค่า freight จะต้องสอดคล้องกัน เพื่อไม่ให้มีความเสี่ยงเกินไป หลายท่านอาจจะสงสัยว่าทำไมจะต้องคิดอะไรมากมาย ที่อยากให้คิดเพราะทุกอย่างคือต้นทุน เก็บเยอะเกินไปก็เงินจม เก็บน้อยไปก็ shortage จึงต้อง่พิจารณาปัจจัยรอบด้านด้วยค่ะ ไมใช่แค่มองเรื่องการเก็บสต็อค ปัจจัยเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้เกี่ยวโยงกันหมด และอย่ามองข้ามปัญหาเล็กน้อยที่อาจจะนำพามาสู่ปัญหาใหญ่ได้ค่ะ หวังว่าเพื่อน ๆ คงได้แนวทางในเลือกเลือกใช้ Incoterm Exwork กันแล้วนะคะ อย่าลืมว่าต้องปรับใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของตัวเองนะคะ นี่เป็นแนวทางเท่านั้นค่ะ  สนใจเข้าร่วม free workshop ดูรายละเอียดได้จาก link นี้นะคะ]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-size: 14px; line-height: 1.5em;"><span class="dropcap "><span style="color: #ffffff;"><strong>ห</strong></span></span>ลังจากที่ได้อ่านภาพใหญ่เกี่ยวกับ</span><span style="color: #333399;"><i style="font-size: 14px; line-height: 1.5em;"> </i><span style="color: #ff6600;"><i style="font-size: 14px; line-height: 1.5em;">Incoterm</i></span></span><span style="font-size: 14px; line-height: 1.5em;"> กันแล้ว ตอนนี้เราจะเริ่มลงภาพย่อย ๆ กันทีละ</span><span style="color: #ff6600;"><i style="font-size: 14px; line-height: 1.5em;">Incoterm</i></span><span style="font-size: 14px; line-height: 1.5em;"> กันแล้วล่ะคะ จะได้มองเห็นภาพชัดขึ้น เพราะภาพใหญ่เป็นเหมือนวิชาการ บางครั้งก็ยากเกินไปที่จะเข้าใจ หรือถ้าใครที่ไม่เคยปฏิบัติเลยนี่เลิกคิดเลย เพราะนึกไม่ออกแน่ ๆ ที่จริงเราเองก็ไม่เรียนด้าน logistic มาเลยนะคะ แต่เป็นความบังเอิญที่จะต้องทำ activities เกี่ยวกับเรื่องการลดต้นทุน และในส่วนขาเข้าเป็นต้นทุนที่สำคัญ ประกอบกับวัตถุดิบที่ซื้อมีนำเข้าอยู่หลายรายการทีเดียว รวมไปถึงเครื่องจักร ทำให้ได้มีโอกาสเข้ามาดูเรื่องนี้แบบเต็ม ๆ จะว่าเป็นโชคดีก็ได้นะคะทำให้ได้มีความรู้หลากหลายขึ้น บอกตามตรงว่าความรู้เรื่อง Logistic นำเข้า หรือ ส่งออก นั้นได้จากการพูดคุยกับ supplier, forwarder และน้อง ๆที่ทำเรื่อง BOI เป็นส่วนใหญ่ แล้วจับแต่ละจิ๊กซอมาเรียงกัน ทำให้เราเห็นภาพชัดขึ้นทุกครั้งที่เติมจิ๊กซอตัวใหม่ ความรู้ก็เพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ</span></p>
<p><strong>มาเข้าเรื่องกันเสียทีว่าจากประสบการณ์ของตัวเอง จะเลือกใช้<span style="color: #0000ff;"> <i>Incoterm exwork</i> </span>เมื่อไร?</strong></p>
<p>อดีตของการสั่งซื้อส่วนใหญ่รุ่นพี่ ๆ มักจะเลือกเป็น <span style="color: #ff0000;"><i>Incoterm CIF</i></span> เป็นส่วนใหญ่ เพราะสะดวก และง่ายต่อการทำงาน ไม่ต้องคิดอะไรเยอะ ส่ง Po ให้ supplier หลังจากสินค้าผลิตเสร็จก็จะถูกส่งลงเรือ พอมาถึงปลายทางคือ ท่าเรือแหลมฉบังหรือคลองเตย แล้วแต่จะตกลงกัน ผู้ซื้อก็แค่ให้ บริษัท shipping ไปเคลียร์สินค้าออกมาเท่านั้น เตรียมเอกสาร เดินพิธีการ และจ่ายภาษี สินค้าจะถูกส่งถึงโรงงานหรือโกดังเรียบร้อย ยิ่งถ้าเป็นสินค้ารายการเดิม ๆ ก็แทบจะหลับตาทำได้เลย อาจจะมีปัญหาจุกจิกกวนใจบ้าง เช่น สินค้าเสียหายระหว่างการขนส่ง หรือ loading เพราะการเคลื่อนย้ายก็มีอาจจะมีปัญหาเสียหายบ้าง ก็ claim กันไป</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>เมื่อง่ายแบบนี้แล้วทำไมต้องใช้ <span style="color: #0000ff;"><i>Incoterm exwork</i></span>?</strong></p>
<p>ถ้าเป็นบริษัททั่วไปวิธีการนี้ก็น่าจะลงตัวด้วยกันทุกฝ่าย แต่สำหรับ Automotive หรือบริษัทที่ให้น้ำหนักเรื่องการลดต้นทุนแล้ว เราจะต้องคลี่ทุกจุดที่มีต้นทุนแอบแฝงออกมาให้หมด แล้วเปรียบเทียบว่า การซื้อด้วย<span style="color: #ff6600;"> <i>Incoterm</i></span> แบบเดิม กรณีนี้ขอเปรียบเทียบกับ <em><span style="color: #ff0000;">Incoterm CIF</span> </em>แล้วกันนะคะ กับถ้าเราเปลี่ยนเป็น <span style="color: #0000ff;"><i>Incoterm Exwork</i></span> แบบไหนจะถูกกว่ากัน</p>
<p><a href="http://factoryguideline.com/wp-content/uploads/2014/03/bigstock-Industrial-Container-Cargo-fre-39730045.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-1708" src="http://factoryguideline.com/wp-content/uploads/2014/03/bigstock-Industrial-Container-Cargo-fre-39730045.jpg" alt="Industrial Container Cargo freight ship with working crane bridg" width="900" height="600" /></a></p>
<p><strong>เปรียบเทียบแล้วได้ผลอย่างไร?</strong></p>
<p>ต้องบอกว่าที่จะเล่าให้ฟังต่อไปนี้เป็นการเล่าจากประสบการณ์นะคะ ไม่ได้บอกว่าอะไรถูกหรือผิด หรืออะไรดีที่สุดเสมอไป หากเราซื้อเป็น<span style="color: #ff0000;"> <i>Incoterm CIF</i></span> ต้นทุนในการขนส่งจะประกอบไปด้วย <b>C=Cost, I=Insurance, F=Freight</b>  คือนอกจากราคาสินค้าที่ผู้ขายเสนอมาแล้ว ยังรวมค่าประกันและค่าขนส่งทางเรือ (Freight) ไว้อีกด้วย และค่าใข้จ่ายเหล่านี้คิดบนพื้นฐานของเงิน USD จึงมีตัวแปรคือการอ่อนค่า หรือแข็งค่าของเงินเหรียญด้วย ดังนั้นผู้ขายจึงต้องมีการเผื่อความเสี่ยงเรื่องอัตรราแลกเปลี่ยนไว้ด้วย แต่ในฐานะพ่อค้า บอกได้เลยว่าไม่มีใครบวกแค่ความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยนแน่นอน เพราะโดยธรรมการของการค้า ทุกย่างก้าวของธุรกิจอะไรที่ต้องทำงาน ต้องบวกค่าดำเนินการหรือบริหารจัดการไว้หมด ดังนั้น ในส่วนของค่าขนส่งจึงมักจะมีการบวกไว้เสมอ มากน้อยขึ้นอยู่กับประเทศที่เราค้าขายด้วย จากประสบการณ์ตรงเ เมื่อเปรียบเทียบระหว่างการนำเข้าโดย<span style="color: #ff0000;"> <i>Incoterm CIF</i> </span>แล้วเปลี่ยนมาเป็น<span style="color: #0000ff;"> <i>Incoterm</i><i> Exwork</i> </span>ปรากฏว่าถูกกว่าเดิมประมาณ 20% โดยทั่วไปค่าเฉลี่ยจะอยู่ประมาณ 10%+</p>
<p><strong>ไม่อยากเชื่อใช่มั้ยล่ะคะว่าแค่เปลี่ยนจาก <span style="color: #ff0000;"><i>Incoterm CIF</i></span> มาเป็น <span style="color: #0000ff;"><i>Incoterm Exwork</i> </span>จะลดค่าใช้จ่ายได้ขนาดนั้น?</strong></p>
<p>ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อค่ะ เพราะทำมาแล้ว</p>
<p><strong>ที่นี้มาดูกันว่า ในเชิงการทำงานหากเปลี่ยน <span style="color: #ff6600;"><em>Incoterm</em> </span>แบบนี้แล้ว มีข้อดีข้อเสียอย่างไร เรามาพูดถึงข้อดีก่อนนะคะ</strong></p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-1700" src="http://factoryguideline.com/wp-content/uploads/2014/03/bigstock-Close-up-of-male-hands-with-pe-46137757.jpg" alt="Close-up of male hands with pen over document" width="900" height="600" /></p>
<ol>
<li>สามารถลดต้นทุนได้มากทีเดียว ยกตัวอย่างเช่น รายการที่เราซื้อเป็นวัตถุหลัก นำเข้าปีละ 40 ล้านบาท ประมาณการค่าขนส่งไว้ 5% ของมูลค่านำเข้า อยู่ที่ประมาณ 2 ล้านบาท หากเราลดค่าใช้จ่ายได้ 20% จะคิดเป็นเงิน 400,000 บาท แล้วลองคิดต่อว่าถ้ามีแบบนี้หลาย ๆ รายการจะเป็นเงินเท่าไร เจ้าของธุรกิจอ่านแล้วอย่านิ่งเฉยนะคะ ทุกอย่างที่พูดมาคือความอยู่รอดขององค์กรทั้งนั้น</li>
<li>การได้ปรับเปลี่ยนวิธีการ หรือหา solution ใหม่จะช่วยกระตุ้นให้ผู้ปฏิบัติงานเป็นนักคิด ข้อนี้สำคัญมาก เพราะเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มทั้งกับตัวพนักงานเองและองค์กรในการเพิ่มทักษะในการบริหารจัดการเรื่องการนำเข้าสินค้ามากยิ่งขึ้น</li>
<li>เมื่อเปลี่ยนเป็น <span style="color: #0000ff;"><i>Incoterm exwork</i> </span>หมายถึง เราจะมีมูลค่าทางธุรกิจกับบริษัท forwarder มากขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสอันดีที่จะใช้ข้อมูลในการเรจรจาเรื่องการลดต้นทุนในอนาคต หรือมีโอกาสทางธุรกิจร่วมกันมากขึ้น</li>
</ol>
<p>มีข้อดีก็ย่อมมีข้อเสียบ้าง มาดูกันนะคะว่ามีข้อควรระวังอะไรบ้าง  <span style="color: #0000ff;"><i>Incoterm Exwork</i></span> คือการไปรับสินค้า ณ โรงงานของผู้ขาย ดังนั้นความรับผิดชอบเรื่องการขนส่งจึงเป็นของผู้ซื้อ ความเสี่ยงของผู้ซื้อมีอะไรบ้าง</p>
<ol>
<li>หากผู้ซื้อมี Planning ที่มีความแม่นยำต่ำ หรือเก็บสต็อคน้อย ข้อนี้อันตรายมาก เพราะมี่ความเสี่ยงจะต้อง Airfreight หากนำเข้าสินค้าไม่ทัน</li>
<li>Planning ด้านผู้ขายเองก็ไม่แม่นยำ หรือ error บ่อยข้อนี้ก็เสี่ยงเหมือนกัน  ต้องกำหนดข้อตกลงให้ชัดเจนว่าหากผู้ขายผลิตสินค้าล่าช้าจะต้องเป็นผู้จ่ายค่า Air freight ถึงแม้จะเป็น <span style="color: #0000ff;"><i>Incoterm Exwork</i></span> ก็ตาม ประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะผู้ขายมักจะเกี่ยงความรับผิดชอบ หากไม่มี Agreement กันไว้ชัดเจน</li>
<li>การกำหนดระดับสินค้าคงคลังต้องเหมาะสม หากน้อยเกินไปก็มีความเสี่ยงที่จะ shortage ได้</li>
<li>การเลือกสายเรือที่ Lead time ค่อนข้างแม่นยำ หากต้องการควบคุมสินค้าคงคลังแบบเข้มงวด พูดให้เข้าใจง่าย ๆ คือ ถ้าเราเก็บสต็อคน้อย แล้วยังเลือกเรือราคาถูก เหมือนขึ้นรถไฟหวานเย็น ของมาถึงช้าก็อาจจะ shortage ได้ ดั้งนั้นการกำหนดสินค้าคงคลังและการพิจารณาเรื่องค่า freight จะต้องสอดคล้องกัน เพื่อไม่ให้มีความเสี่ยงเกินไป</li>
</ol>
<p>หลายท่านอาจจะสงสัยว่าทำไมจะต้องคิดอะไรมากมาย ที่อยากให้คิดเพราะทุกอย่างคือต้นทุน เก็บเยอะเกินไปก็เงินจม เก็บน้อยไปก็ shortage จึงต้อง่พิจารณาปัจจัยรอบด้านด้วยค่ะ ไมใช่แค่มองเรื่องการเก็บสต็อค ปัจจัยเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้เกี่ยวโยงกันหมด และอย่ามองข้ามปัญหาเล็กน้อยที่อาจจะนำพามาสู่ปัญหาใหญ่ได้ค่ะ</p>
<p style="text-align: center;"><span style="color: #008000;"><strong>หวังว่าเพื่อน ๆ คงได้แนวทางในเลือกเลือกใช้ <i>Incoterm Exwork</i> กันแล้วนะคะ อย่าลืมว่าต้องปรับใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของตัวเองนะคะ นี่เป็นแนวทางเท่านั้นค่ะ </strong></span></p>
<h4 style="text-align: justify;"><span style="color: #ff0000;"><strong>สนใจเข้าร่วม free workshop ดูรายละเอียดได้จาก <a href="http://factoryguideline.com/?p=1633">link นี้นะคะ</a></strong></span></h4>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://factoryguideline.com/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b8%b3%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81-incoterm-exwork/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Incoterm คืออะไร?</title>
		<link>https://factoryguideline.com/incoterm-%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3/</link>
		<comments>https://factoryguideline.com/incoterm-%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 18 Apr 2014 16:08:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[Nongluck Boonsook]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Incoterm]]></category>
		<category><![CDATA[Purchasing Inside]]></category>
		<category><![CDATA[What about Logistic]]></category>
		<category><![CDATA[Incoterm คืออะไร?]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://factoryguideline.com/?p=1633</guid>
		<description><![CDATA[ก่อนหน้านี้เราก็เคยถามคำถามนี้เหมือนกับอีกหลาย ๆ คน ว่า Incoterm คืออะไร เพราะสำหรับคนไทยอย่างเรา ในโรงเรียนไม่มีสอน เคยเรียนเรื่อง term มาบ้างแต่ก็ไม่ได้เน้นคำว่า Incoterm เลยยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรเพราะต้องเรียนรู่ด้วยตัวเอง จากการทำงานจริง ถาม supplierบ้าง หาข้อมูลเพิ่มบ้าง และคิดว่าเพื่อน ๆ ที่อยู่ในสายอาชีพนี้ หรือน้อง ๆ ที่เรียนเกี่ยวกับโลจิสติกส์ก็คงประสบปัญหาแบบนี้มิใช่น้อย เพราะหากไม่ได้ลองทำงานจริง รับรองว่านึกภาพไม่ออกแน่นอนค่ะ วันนี้เลยจะมาเล่าให้ฟังในแบบที่ภาษาที่ไม่เป็นทางการ เข้าใจง่าย ปฏิบัติได้จริงแล้วกันนะคะ เพราะถ้าพูดภาษาเป็นทางการเพื่อน ๆ น้อง ๆ อาจจะงง ๆ อ่านแล้วก็ยังไม่ตอบโจทย์ที่ยังคงสงสัยกันอยู่ดี  หรือไม่ให้ลองอ่านเพิ่มเติมที่บทความนี้นะคะ ข้อแตกต่างระหว่าง Incoterm 2000 และ Incoterm 2010 เริ่มต้นจากเมื่อผู้ซื้อต้องการสินค้าย่อมต้องมีการสอบราคาจากผู้ขายหลายแหล่ง นอกจากเสนอราคาสินค้าแล้ว ผู้ขายจะต้องระบุมาด้วยว่าจะจัดส่งสินค้าด้วยวิธีใด หรือหมายถึงเงื่อนไขการส่งมอบสินค้าที่ผู้ซื้อและผู้ขายตกลงกันค่ะ นี่แหละ คือ คำตอบที่ว่า Incoterm คืออะไร? ที่ผู้ขายต้องระบุเงื่อนไขการส่งสินค้าเพื่อแสดงความชัดเจนว่าสินค้านั้นจะมาถึงผู้ซื้อด้วยวิธีการใด ขอยกตัวอย่างง่าย ๆ เพื่อให้เข้าใจ Concept ที่ใช้กันเป็นหลักก่อนนะคะ โดยยังไม่ลงรายละเอียดปลีกย่อย ซึ่งจะไว้เล่าให้ฟังตอนหลังนะคะ และแบบที่จะเล่าต่อไปนี้ยังเป็นแบบ Incoterm 2000 นะคะ มาดูตัวอย่างกันเลยค่ะ ผู้ขายเสนอค่าสินค้า โดยไม่รวมค่าขนส่ง แบบนี้เรียกว่า Exwork  พูดง่าย ๆ ก็คือ ผู้ซื้อจะต้องไปรับสินค้าที่โรงงานของผู้ขายเอง และรับผิดชอบค่าขนส่งและค่าดำเนินการที่เหลือเองทั้งหมด ผู้ขายเสนอราคาพร้อมรวมค่าขนส่งจนถึงท่าเรือของประเทศผู้ขาย แบบนี้เรียกว่า FOB หรือ Free on board ส่วนการขนส่งสินค้าลงเรือและค่าดำเนินการที่เหลือเป็นหน้าที่ของผู้ซื้อ ผู้ขายเสนอราคาพร้อมรวมค่าขนส่งจนถึงท่าเรือประเทศของผู้ซื้อ แบบนี้เรียกว่า CIF แต่ขั้นตอนหลังจากนั้นเป็นหน้าที่ของผู้ซื้อทั้งหมดที่จะต้องไปดำเนินการเอง ผู้ขายเสนอราคาพร้อมค่าขนส่งและรวมค่าดำเนินการต่าง ๆ จนถึงโรงงานของผู้ซื้อ ยกเว้นค่าภาษีนำเข้า  แบบนี้เรียกว่า DDU (Delivery duty unpaid) ผู้ขายเสนอราคาพร้อมรวมค่าขนส่งจนถึงโรงงานของผู้ซื้อโดยรวมทุกอย่างไว้หมดแล้ว รวมถึงภาษีนำเข้า แบบนี้เรียกว่า DDP (Delivery duty paid) ที่เล่าให้ฟังมาทั้งหมดนี้เป็น Term ที่มักนิยมใช้กัน แต่ยังไม่ได้ลงรายละเอียดเรื่องของการประกันภัยหรือเอกสารประกอบในการดำเนินการนะคะ แค่อยากให้เพื่อน ๆ เข้าใจภาพใหญ่ของ Incoterm ก่อนว่า หมายถึงอะไร และวิธีปฏิบัติ ผู้ซื้อและผู้ขายทำกันอย่างไร Incoterm 2000, Incoterm 2010, Incoterm 2011, Incoterm 2012, Incoterm 2013, Incoterm 2014 มีประกาศตามนี้จริงหรือเปล่า? มีหลายคนสงสัย ?  ที่จั่วหัวแบบนี้ไม่ได้หมายความว่า ICC (Internaltion Chamber of Coomerce)  มีการเพิ่มหรือประกาศบทบัญญัติเกี่ยวกับ Incoterm ใหม่แต่อย่างใด แต่อย่างที่เคยบอกว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่ทั่วไปจะคุ้นเคยกันสักเท่าไร ดังนั้นเมื่อไม่รู้ หลาย ๆ ท่านจึงค้นหาด้วยปีที่ตัวเองคิดว่าน่าจะเป็นปีที่ออกประกาศเกี่ยวกับข้อกำหนด Incoterm นั่นเอง Incoterm 2000 คือข้อกำหนดเดิมที่เราใช้กันมายาวนาน แต่เนื่องจากในทางปฏิบัติบางเงื่อนไขมีความซ้ำซ้อนและคาบเกี่ยวกัน ทำให้บางครั้งเกิดความสับสน จึงเป็นสาเหตุให้มีการประกาศข้อกำหนดใหม่ในต้นปี 2011 โดยเรียกว่า Incoterm 2010 แต่เพื่อน ๆ ที่ไม่รู้ก็มักจะค้นหากันแบบเผื่อไว้ก่อน บางท่านไม่รู้ว่าเป็นปีไหนกันแน่ ทีนี้คงรู้กันแล้วนะคะว่าที่จริงแล้ว ตั้งแต่ต้นปี 2011 เป็นต้นมา เราเริ่มใช้ตามข้อกำหนดใหม่คือ Incoterm 2010 เพียงแต่ในทางปฏิบัติเชื่อเหลือเกินว่าคนส่วนใหญ่ก็ยังเรียกติดปากแบบเดิม ๆ ไม่ค่อยได้เปลี่ยนกันเท่าไร เช่น DDU ต้องเปลี่ยนเป็น DAP แต่เราก็ยังชินที่จะเรียกว่าเป็น DDU ความสำคัญของ Incoterm นี้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้เข้าใจถูกต้องตรงกันกับผู้ขาย เพื่ออะไร? เพราะในการส่งสินค้าแต่ละครั้งหมายรวมถึงความรับผิดชอบที่จะตามมาอีกมากมาย หากเราเข้าใจคลาดเคลื่อนแล้วเกิดความเสียหายมาภายในหลังอาจจะยากเกินแก้ ตัวอย่างเช่น ผู้ขายเสนอเงื่อนไข FOB ดังนั้นความรับผิดชอบเรื่องประกันภัยก็จะเป็นของเรา แต่หากเราลืมหรือไม่ซื้อประกันภัย แล้วระหว่างขนส่งเกิดปัญหาระหว่างการเดินทาง สินค้าเสียหาย ตอนนี้ล่ะปัญหาเกิดแน่ เพราะต้องไปดูเงื่อนไขแล้วว่าถ้าไม่มีประกันเลย จะดำเนินการอย่างไร? เสียหายฟรี? สาเหตุความเสียหายเกิดจากเรือสินค้าหรือเปล่า? และสุดท้ายใครจะรับผิดชอบ เห็นมั้ยคะว่า ต้องระมัดระวังและรอบคอบกับเรื่องเหล่านี้มาก เพราะเมื่อสินค้าถึงลูกค้าทุกอย่างต้องอยู่ในสภาพ 100% พร้อมใช้งาน อีกประเด็นหนึ่งคือ ระหว่างการขนส่ง เมื่อมีการเปลี่ยนมือก็ควรระมัดระวังด้วยเช่นกัน เพราะหากสินค้าเสียหายมาก่อนที่ถึงอีกทอด และระหว่างนั้นเปลี่ยนความรับผิดชอบจากฝ่ายหนึ่งเป็นอีกฝ่ายหนึ่ง และฝ่ายที่รับช่วงไม่ได้มี comment ใด ก่อนการรับสินค้า แสดงว่าผู้รับสินค้ายอมรับโดยปริยาย หากมีกรณีแบบนี้เกิดปัญหาในการ claim ขึ้นมาได้ ดังนั้น Incoterm จึงไม่ใช่เป็นเพียงการตกลงเรื่องราคาและเงื่อนไขการส่งสินค้าเท่านั้น แต่มีผลของการทำงานที่อาจจะมีความบกพร่อง ล่าช้า และปัญหาอื่นใด ที่จะนำมาซึ่งความเสียหาย ถ้าเราเข้าใจแม่นยำ ถ่องแท้ ถึงขอบข่ายความรับผิดชอบของแต่ละฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นผู้ซื้อ ผู้ขาย มีการรับมอบเปลี่ยนมือกันอย่างรอบคอบ ปัญหาต่าง ๆ ก็จะไม่ค่อยเกิด แต่หากขาดความระมัดระวังก็จะไม่ปัญหาเหล่านี้ตามมา อยากให้เข้าใจว่าธรรมชาติของการขนส่ง การเดินทางนั้นอยู่บนพื้นฐานของปริมาณสินค้ามากมาย เร่งรีบ จึงเกิดความเสียหายขึ้นได้ ดังนั้นการเลือก Incoterm จึงควรสอดคล้องสัมพันธ์กับตัวสินค้าด้วย เพื่อความประมาทในการบริหารจัดการด้านการขนส่งค่ะ กำลังมีแผนที่จะเปิดเป็น free workshop เพื่อ sharing knowledge เพื่อน ๆ น้อง ๆ ที่สนใจสามารถแจ้ง email ไว้ที่ facebook หรือ ที่ email :factory guideline@gmail.com กันได้เลยนะคะ จัดเมื่อไรจะแจ้งให้ทราบอีกครั้งค่ะ]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-size: 14px; line-height: 1.5em;">ก่อนหน้านี้เราก็เคยถามคำถามนี้เหมือนกับอีกหลาย ๆ คน ว่า <em><span style="color: #0000ff;">Incoterm</span></em> คืออะไร เพราะสำหรับคนไทยอย่างเรา ในโรงเรียนไม่มีสอน เคยเรียนเรื่อง term มาบ้างแต่ก็ไม่ได้เน้นคำว่า <em><span style="color: #0000ff;">Incoterm</span></em> เลยยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรเพราะต้องเรียนรู่ด้วยตัวเอง จากการทำงานจริง ถาม supplierบ้าง หาข้อมูลเพิ่มบ้าง และคิดว่าเพื่อน ๆ ที่อยู่ในสายอาชีพนี้ หรือน้อง ๆ ที่เรียนเกี่ยวกับโลจิสติกส์ก็คงประสบปัญหาแบบนี้มิใช่น้อย เพราะหากไม่ได้ลองทำงานจริง รับรองว่านึกภาพไม่ออกแน่นอนค่ะ</span></p>
<p style="text-align: justify;">วันนี้เลยจะมาเล่าให้ฟังในแบบที่ภาษาที่ไม่เป็นทางการ เข้าใจง่าย ปฏิบัติได้จริงแล้วกันนะคะ เพราะถ้าพูดภาษาเป็นทางการเพื่อน ๆ น้อง ๆ อาจจะงง ๆ อ่านแล้วก็ยังไม่ตอบโจทย์ที่ยังคงสงสัยกันอยู่ดี  หรือไม่ให้ลองอ่านเพิ่มเติมที่บทความนี้นะคะ <strong><em><a title="ข้อแตกต่างระหว่าง Incoterm 2000 และ Incoterm 2010" href="http://factoryguideline.com/%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87-incoterm-2000-%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0-inco/">ข้อแตกต่างระหว่าง Incoterm 2000 และ Incoterm 2010</a></em></strong></p>
<p style="text-align: justify;">เริ่มต้นจากเมื่อผู้ซื้อต้องการสินค้าย่อมต้องมีการสอบราคาจากผู้ขายหลายแหล่ง นอกจากเสนอราคาสินค้าแล้ว ผู้ขายจะต้องระบุมาด้วยว่าจะจัดส่งสินค้าด้วยวิธีใด หรือหมายถึงเงื่อนไขการส่งมอบสินค้าที่ผู้ซื้อและผู้ขายตกลงกันค่ะ นี่แหละ คือ คำตอบที่ว่า<em><span style="color: #0000ff;"> Incoterm</span></em> คืออะไร?</p>
<p style="text-align: justify;"><div class="wpb_row row-fluid">
	<div class="span4 wpb_column column_container">
		<div class="wpb_wrapper">
			<img class="aligncenter size-thumbnail wp-image-1490" src="http://factoryguideline.com/wp-content/uploads/2014/04/Untitled-6-150x150.jpg" alt="Untitled-6" width="150" height="150" />
		</div> 
	</div> 

	<div class="span4 wpb_column column_container">
		<div class="wpb_wrapper">
			<img class="aligncenter size-thumbnail wp-image-1492" src="http://factoryguideline.com/wp-content/uploads/2014/04/Untitled-81-150x150.jpg" alt="Untitled-8" width="150" height="150" />
		</div> 
	</div> 

	<div class="span4 wpb_column column_container">
		<div class="wpb_wrapper">
			<img class="aligncenter size-thumbnail wp-image-1487" src="http://factoryguideline.com/wp-content/uploads/2014/04/Untitled-31-150x150.jpg" alt="Untitled-3" width="150" height="150" />
		</div> 
	</div> 
</div>
<p style="text-align: justify;">ที่ผู้ขายต้องระบุเงื่อนไขการส่งสินค้าเพื่อแสดงความชัดเจนว่าสินค้านั้นจะมาถึงผู้ซื้อด้วยวิธีการใด ขอยกตัวอย่างง่าย ๆ เพื่อให้เข้าใจ Concept ที่ใช้กันเป็นหลักก่อนนะคะ โดยยังไม่ลงรายละเอียดปลีกย่อย ซึ่งจะไว้เล่าให้ฟังตอนหลังนะคะ และแบบที่จะเล่าต่อไปนี้ยังเป็นแบบ <span style="color: #0000ff;"><em>Incoterm 2000</em></span> นะคะ มาดูตัวอย่างกันเลยค่ะ</p>
<ul style="text-align: justify;">
<li>ผู้ขายเสนอค่าสินค้า โดยไม่รวมค่าขนส่ง แบบนี้เรียกว่า Exwork  พูดง่าย ๆ ก็คือ ผู้ซื้อจะต้องไปรับสินค้าที่โรงงานของผู้ขายเอง และรับผิดชอบค่าขนส่งและค่าดำเนินการที่เหลือเองทั้งหมด</li>
<li>ผู้ขายเสนอราคาพร้อมรวมค่าขนส่งจนถึงท่าเรือของประเทศผู้ขาย แบบนี้เรียกว่า FOB หรือ Free on board ส่วนการขนส่งสินค้าลงเรือและค่าดำเนินการที่เหลือเป็นหน้าที่ของผู้ซื้อ</li>
<li>ผู้ขายเสนอราคาพร้อมรวมค่าขนส่งจนถึงท่าเรือประเทศของผู้ซื้อ แบบนี้เรียกว่า CIF แต่ขั้นตอนหลังจากนั้นเป็นหน้าที่ของผู้ซื้อทั้งหมดที่จะต้องไปดำเนินการเอง</li>
<li>ผู้ขายเสนอราคาพร้อมค่าขนส่งและรวมค่าดำเนินการต่าง ๆ จนถึงโรงงานของผู้ซื้อ ยกเว้นค่าภาษีนำเข้า  แบบนี้เรียกว่า DDU (Delivery duty unpaid)</li>
<li>ผู้ขายเสนอราคาพร้อมรวมค่าขนส่งจนถึงโรงงานของผู้ซื้อโดยรวมทุกอย่างไว้หมดแล้ว รวมถึงภาษีนำเข้า แบบนี้เรียกว่า DDP (Delivery duty paid)</li>
</ul>
<p style="text-align: justify;">ที่เล่าให้ฟังมาทั้งหมดนี้เป็น Term ที่มักนิยมใช้กัน แต่ยังไม่ได้ลงรายละเอียดเรื่องของการประกันภัยหรือเอกสารประกอบในการดำเนินการนะคะ แค่อยากให้เพื่อน ๆ เข้าใจภาพใหญ่ของ<span style="color: #0000ff;"><em> Incoterm</em></span> ก่อนว่า หมายถึงอะไร และวิธีปฏิบัติ ผู้ซื้อและผู้ขายทำกันอย่างไร</p>
<div id="attachment_1546" style="width: 650px" class="wp-caption aligncenter"><img class="size-full wp-image-1546" src="http://factoryguideline.com/wp-content/uploads/2014/04/11793084286_6ce1a300aa_z.jpg" alt="(Image owner by Patrick Choi &gt;https://www.flickr.com/photos/patrick_choi/11793084286)" width="640" height="213" /><p class="wp-caption-text">(Image owner by Patrick Choi &gt;https://www.flickr.com/photos/patrick_choi/11793084286)</p></div>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000; font-size: 1.17em; line-height: 1.5em;">Incoterm 2000, Incoterm 2010, Incoterm 2011, Incoterm 2012, Incoterm 2013, Incoterm 2014</span></p>
<p style="text-align: justify;">มีประกาศตามนี้จริงหรือเปล่า? มีหลายคนสงสัย ?</p>
<p style="text-align: justify;"> ที่จั่วหัวแบบนี้ไม่ได้หมายความว่า ICC (Internaltion Chamber of Coomerce)  มีการเพิ่มหรือประกาศบทบัญญัติเกี่ยวกับ Incoterm ใหม่แต่อย่างใด แต่อย่างที่เคยบอกว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่ทั่วไปจะคุ้นเคยกันสักเท่าไร ดังนั้นเมื่อไม่รู้ หลาย ๆ ท่านจึงค้นหาด้วยปีที่ตัวเองคิดว่าน่าจะเป็นปีที่ออกประกาศเกี่ยวกับข้อกำหนด<em><span style="color: #0000ff;"> Incoterm</span></em> นั่นเอง</p>
<p style="text-align: justify;"><em><span style="color: #0000ff;">Incoterm 2000</span></em> คือข้อกำหนดเดิมที่เราใช้กันมายาวนาน แต่เนื่องจากในทางปฏิบัติบางเงื่อนไขมีความซ้ำซ้อนและคาบเกี่ยวกัน ทำให้บางครั้งเกิดความสับสน จึงเป็นสาเหตุให้มีการประกาศข้อกำหนดใหม่ในต้นปี 2011 โดยเรียกว่า <em><span style="color: #0000ff;">Incoterm 2010</span> </em>แต่เพื่อน ๆ ที่ไม่รู้ก็มักจะค้นหากันแบบเผื่อไว้ก่อน บางท่านไม่รู้ว่าเป็นปีไหนกันแน่ ทีนี้คงรู้กันแล้วนะคะว่าที่จริงแล้ว ตั้งแต่ต้นปี 2011 เป็นต้นมา เราเริ่มใช้ตามข้อกำหนดใหม่คือ <em><span style="color: #0000ff;">Incoterm 2010</span></em> เพียงแต่ในทางปฏิบัติเชื่อเหลือเกินว่าคนส่วนใหญ่ก็ยังเรียกติดปากแบบเดิม ๆ ไม่ค่อยได้เปลี่ยนกันเท่าไร เช่น DDU ต้องเปลี่ยนเป็น DAP แต่เราก็ยังชินที่จะเรียกว่าเป็น DDU</p>
<blockquote>
<h5 style="text-align: center;"><span style="text-decoration: underline; color: #000080;"><strong>ความสำคัญของ <em><span style="text-decoration: underline;">Incoterm</span> </em>นี้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้เข้าใจถูกต้องตรงกันกับผู้ขาย</strong></span></h5>
</blockquote>
<h2 style="text-align: center;"><span style="color: #000080;"><strong>เพื่ออะไร?</strong></span></h2>
<p style="text-align: justify;">เพราะในการส่งสินค้าแต่ละครั้งหมายรวมถึงความรับผิดชอบที่จะตามมาอีกมากมาย หากเราเข้าใจคลาดเคลื่อนแล้วเกิดความเสียหายมาภายในหลังอาจจะยากเกินแก้ ตัวอย่างเช่น ผู้ขายเสนอเงื่อนไข FOB ดังนั้นความรับผิดชอบเรื่องประกันภัยก็จะเป็นของเรา แต่หากเราลืมหรือไม่ซื้อประกันภัย แล้วระหว่างขนส่งเกิดปัญหาระหว่างการเดินทาง สินค้าเสียหาย ตอนนี้ล่ะปัญหาเกิดแน่ เพราะต้องไปดูเงื่อนไขแล้วว่าถ้าไม่มีประกันเลย จะดำเนินการอย่างไร? เสียหายฟรี?</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #339966;"><strong>สาเหตุความเสียหายเกิดจากเรือสินค้าหรือเปล่า?</strong></span></p>
<p style="text-align: justify;"><img class="aligncenter size-full wp-image-1634" src="http://factoryguideline.com/wp-content/uploads/2014/04/bigstock-Cargo-Ship-23637179.jpg" alt="Cargo Ship" width="600" height="900" /></p>
<p style="text-align: justify;">และสุดท้ายใครจะรับผิดชอบ เห็นมั้ยคะว่า ต้องระมัดระวังและรอบคอบกับเรื่องเหล่านี้มาก เพราะเมื่อสินค้าถึงลูกค้าทุกอย่างต้องอยู่ในสภาพ 100% พร้อมใช้งาน</p>
<p style="text-align: justify;">อีกประเด็นหนึ่งคือ ระหว่างการขนส่ง เมื่อมีการเปลี่ยนมือก็ควรระมัดระวังด้วยเช่นกัน เพราะหากสินค้าเสียหายมาก่อนที่ถึงอีกทอด และระหว่างนั้นเปลี่ยนความรับผิดชอบจากฝ่ายหนึ่งเป็นอีกฝ่ายหนึ่ง และฝ่ายที่รับช่วงไม่ได้มี comment ใด ก่อนการรับสินค้า แสดงว่าผู้รับสินค้ายอมรับโดยปริยาย หากมีกรณีแบบนี้เกิดปัญหาในการ claim ขึ้นมาได้ ดังนั้น <em><span style="color: #0000ff;">Incoterm</span> </em>จึงไม่ใช่เป็นเพียงการตกลงเรื่องราคาและเงื่อนไขการส่งสินค้าเท่านั้น แต่มีผลของการทำงานที่อาจจะมีความบกพร่อง ล่าช้า และปัญหาอื่นใด ที่จะนำมาซึ่งความเสียหาย ถ้าเราเข้าใจแม่นยำ ถ่องแท้ ถึงขอบข่ายความรับผิดชอบของแต่ละฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นผู้ซื้อ ผู้ขาย มีการรับมอบเปลี่ยนมือกันอย่างรอบคอบ ปัญหาต่าง ๆ ก็จะไม่ค่อยเกิด แต่หากขาดความระมัดระวังก็จะไม่ปัญหาเหล่านี้ตามมา</p>
<p style="text-align: justify;">อยากให้เข้าใจว่าธรรมชาติของการขนส่ง การเดินทางนั้นอยู่บนพื้นฐานของปริมาณสินค้ามากมาย เร่งรีบ จึงเกิดความเสียหายขึ้นได้ ดังนั้นการเลือก <em><span style="color: #0000ff;">Incoterm</span> </em>จึงควรสอดคล้องสัมพันธ์กับตัวสินค้าด้วย เพื่อความประมาทในการบริหารจัดการด้านการขนส่งค่ะ</p>
<h3 style="text-align: justify;"><span style="color: #ff0000;"><strong>กำลังมีแผนที่จะเปิดเป็น free workshop เพื่อ sharing knowledge เพื่อน ๆ น้อง ๆ ที่สนใจสามารถแจ้ง email ไว้ที่ facebook หรือ ที่ email :factory guideline@gmail.com กันได้เลยนะคะ จัดเมื่อไรจะแจ้งให้ทราบอีกครั้งค่ะ</strong></span></h3>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://factoryguideline.com/incoterm-%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ข้อแตกต่างระหว่าง Incoterm 2000 และ Incoterm 2010</title>
		<link>https://factoryguideline.com/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%81%e0%b8%95%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87-incoterm-2000-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0-inco/</link>
		<comments>https://factoryguideline.com/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%81%e0%b8%95%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87-incoterm-2000-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0-inco/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 08 Mar 2014 09:17:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[Nongluck Boonsook]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Featured]]></category>
		<category><![CDATA[Incoterm]]></category>
		<category><![CDATA[What about Logistic]]></category>
		<category><![CDATA[ข้อแตกต่างระหว่าง Incoterm 2000 และ Incoterm 2010]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://factoryguideline.com/test/?p=482</guid>
		<description><![CDATA[สวัสดีค่ะเพื่อน ๆ หลังจากที่ Incoterm 2010 ออกมาใหม่ เชื่อว่ายังมีหลาย ๆ คนไม่เข้าใจความแตกต่างระหว่าง ดังนั้นวันนี้เรามาดู ข้อแตกต่างระหว่าง Incoterm 2000 และ Incoterm 2010  กันดีกว่านะคะ ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจกันตั้งแต่พื้นฐานก่อนว่า Incoterm คืออะไร และใครมีบทบาท หน้าที่ อย่างไรกันบ้าง   เงื่อนไขการขนส่งระหว่างประเทศ หรือที่เรียกกันว่า Incoterm (International Commercial Terms) เงื่อนไขนี้กำหนดขึ้นโดย สภาหอการค้านานาชาติ (International Chamber of Commerce) เพื่อสร้างกติกาสากลให้คู่ค้าทั่วโลกได้เข้าใจเงื่อนไขการส่งมอบสินค้า และใช้เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยจะกำหนดขอบเขตความรับผิดชอบของผู้ซื้อ และผู้ขาย ภาระค่าใช้จ่าย และการประกันภัย  ข้อแตกต่างระหว่าง Incoterm 2000 และ Incoterm 2010? ถ้าดูจากตารางจะสังเกตว่า term นั้นแบ่งเป็นหมวดหมู่ได้ดังนี้ หมวด E, C, D และ F  รวมทั้งหมดเป็น 13 term  ส่วนหมวดที่มีการเปลี่ยนคือหมวด D เนื่องจากมี 3 term ที่เงื่อนไขใกล้เคียงกันมาก ICC จึงได้กำหนดให้เปลี่ยนดังข้อสรุปดังนี้ DEQ  เปบี่ยนป็น DAT DAF, DES, DDU เปลี่ยนเป็น DAP  Incoterm 2010 จึงลดเหลือเพียง 11 เดิม จากเดิม 13  term เห็นข้อสรุปแบบนี้แล้วก็ไม่ยากเลยที่จะทำความเข้าใจในตารางต่อไปกันเลยค่ะ บทบาทหน้าที่ของผู้ซื้อ และผู้ขาย จัดแบ่งความรับผิดชอบกันอย่างไร &#160; &#160; การส่งขนส่งระหว่างประเทศนั้นไม่ว่าจะเป็นทางเรือหรือทางอากาศ หรือที่เราเรียกว่ากันทางแอร์นั้นมักจะอยู่ในอารมณ์นี้กันเลยล่ะค่ะ เพราะมีหลายปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้ เช่น ภัยธรรมชาติ เป็นต้น และจากตารางข้างต้น ค่าใช้จ่ายโดยสรุปมีดังนี้คือ ค่าขนส่งถึงท่าเรือขาออก ค่าขนส่งสินค้าลงจากรถบรรทุก ค่าขนสินค้าขึ้นเรือบรรทุกสินค้า ค่าขนส่งทางทะเลหรือทางอากาศ ค่าประกันภัย ค่าขนสินค้าลงจากเรือบรรทุกสินค้า ค่าขนสินค้าขึ้นรถบรรทุก ค่าขนส่งสินค้าไปยังปลายทาง ค่าพิธีการศุลกากรขาเข้า ภาษีนำเข้า น่าจะพอมองภาพออกกันแล้วนะคะว่า ใครต้องทำอะไรกันบ้าง สิ่งสำคัญประการหนึ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง คือ การประภันภัยเพื่อลดภาระอันอาจเกิดจากความเสี่ยงในระหว่างการขนส่ง การเคลื่อนย้ายสินค้าแต่ละขั้นตอน  เนื่องจากการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศมีปริมาณมาก ระยะทางไกล และพนักงานต้องทำงานด้วยความเร่งรีบ ดังนั้น การประภันภัยจึงเป็นเครื่องมือที่จะช่วยลดภาระให้คู่ค้าหากเกิดภัยต่าง ๆ เช่น เกิดพายุให้เรือประสบปัญหาในการเดินเรือ หรือขนส่งล่าช้า  สินค้าเสียหายอันเนื่องจากการ load หรือ unload จากรถฟอรคลิฟท์บ้าง รถบรรถทุกขาดความรอบคอบในการจัดวางสินค้า หรือปกปิดสินค้าให้รัดกุมพอ ดังนั้นปัญหาเหล่านี้จึงเกิดขึ้นได้เสมอ และในแต่ละ term ยังจะแยกย่อยและแตกต่างกันเล็กน้อยในขอบเขตความรับผิดชอบออกไปรายละเอียดอีกด้วยค่ะ คงจะพอเข้าใจกันมากขึ้นแล้วใช่มั้ยล่ะค่ะ สำหรับ ข้อแตกต่างระหว่าง Incoterm 2000 และ Incoterm 2010   แต่หากยังมีปัญหาคาใจก็อย่าลืมติชม แบ่งปัน ถามคำถาม เพื่อร่วมแสวงหาความรู้ด้วยกันนะคะ หรือลองอ่านบทความ  Incoterm คืออะไร เพื่อสร้างความเข้าใจให้มากยิ่งขึ้นได้นะคะ เครดิต  http://en.wikipedia.org/wiki/Incoterms &#160; สนใจเข้าร่วม free workshop ดูรายละเอียดได้จาก link นี้นะคะ]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>สวัสดีค่ะเพื่อน ๆ หลังจากที่ Incoterm 2010 ออกมาใหม่ เชื่อว่ายังมีหลาย ๆ คนไม่เข้าใจความแตกต่างระหว่าง ดังนั้นวันนี้เรามาดู <em><span style="color: #0000ff;">ข้อแตกต่างระหว่าง Incoterm 2000 และ Incoterm 2010</span></em>  กันดีกว่านะคะ ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจกันตั้งแต่พื้นฐานก่อนว่า Incoterm คืออะไร และใครมีบทบาท หน้าที่ อย่างไรกันบ้าง  <em><strong><span style="color: #800000;"><span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #ff0000; text-decoration: underline;"> เ</span><span style="color: #ff0000; text-decoration: underline;">งื่อนไขการขนส่งระหว่างประเทศ หรือที่เรียกกันว่า Incoterm (International Commercial Terms)</span></span><span style="color: #ff0000;"> </span></span></strong></em>เงื่อนไขนี้กำหนดขึ้นโดย<strong><em><span style="color: #800000;"> <span style="color: #ff0000;">สภาหอการค้านานาชาติ (International Chamber of Commerce)</span></span> </em></strong>เพื่อสร้างกติกาสากลให้คู่ค้าทั่วโลกได้เข้าใจเงื่อนไขการส่งมอบสินค้า และใช้เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยจะกำหนดขอบเขตความรับผิดชอบของผู้ซื้อ และผู้ขาย ภาระค่าใช้จ่าย และการประกันภัย</p>
<blockquote>
<p style="text-align: center;"><strong><span style="color: #000080;"> <em>ข้อแตกต่างระหว่าง Incoterm 2000 และ Incoterm 2010?</em></span></strong></p>
</blockquote>
<p>
<table id="tablepress-1" class="tablepress tablepress-id-1">
<thead>
<tr class="row-1 odd">
	<th class="column-1">&nbsp;</th><th class="column-2">&nbsp;</th><th class="column-3">&nbsp;</th><th class="column-4">&nbsp;</th><th class="column-5">&nbsp;</th>
</tr>
</thead>
<tbody class="row-hover">
<tr class="row-2 even">
	<td class="column-1"></td><td class="column-2">Incoterm 2000</td><td class="column-3"></td><td class="column-4">Incoterm 2010</td><td class="column-5"></td>
</tr>
<tr class="row-3 odd">
	<td class="column-1"></td><td class="column-2">EXW</td><td class="column-3">Ex works</td><td class="column-4">EXW</td><td class="column-5">Ex works</td>
</tr>
<tr class="row-4 even">
	<td class="column-1"></td><td class="column-2">FCA</td><td class="column-3">Free Carrier</td><td class="column-4">FCA</td><td class="column-5">Free Carrier</td>
</tr>
<tr class="row-5 odd">
	<td class="column-1"></td><td class="column-2">FAS</td><td class="column-3">Free Alongside Ship</td><td class="column-4">FAS</td><td class="column-5">Free Alongside Ship</td>
</tr>
<tr class="row-6 even">
	<td class="column-1"></td><td class="column-2">FOB</td><td class="column-3">Free On Board</td><td class="column-4">FOB</td><td class="column-5">Free On Board</td>
</tr>
<tr class="row-7 odd">
	<td class="column-1"></td><td class="column-2">CPT</td><td class="column-3">Carriage Paid to</td><td class="column-4">CPT</td><td class="column-5">Carriage Paid to</td>
</tr>
<tr class="row-8 even">
	<td class="column-1"></td><td class="column-2">CFR</td><td class="column-3">Cost and Freight</td><td class="column-4">CFR</td><td class="column-5">Cost and Freight</td>
</tr>
<tr class="row-9 odd">
	<td class="column-1"></td><td class="column-2">CIF</td><td class="column-3">Cost, Insureance and Freight</td><td class="column-4">CIF</td><td class="column-5">Cost, Insureance and Freight</td>
</tr>
<tr class="row-10 even">
	<td class="column-1"></td><td class="column-2">CIP</td><td class="column-3">Carriage and Insurace paid to</td><td class="column-4">CIP</td><td class="column-5">Carriage and Insurace paid to</td>
</tr>
<tr class="row-11 odd">
	<td class="column-1"></td><td class="column-2">DEQ </td><td class="column-3">Delivered Ex Quay</td><td class="column-4">DAT</td><td class="column-5">Delivered Ex Quay</td>
</tr>
<tr class="row-12 even">
	<td class="column-1"></td><td class="column-2">DAF</td><td class="column-3">Delivered At Frontier</td><td class="column-4">DAP</td><td class="column-5">Delivered At Place</td>
</tr>
<tr class="row-13 odd">
	<td class="column-1"></td><td class="column-2">DES</td><td class="column-3">Delivery Ex Ship</td><td class="column-4"></td><td class="column-5"></td>
</tr>
<tr class="row-14 even">
	<td class="column-1"></td><td class="column-2">DDU</td><td class="column-3">Delivered Duty Unpaid</td><td class="column-4"></td><td class="column-5"></td>
</tr>
<tr class="row-15 odd">
	<td class="column-1"></td><td class="column-2">DDP</td><td class="column-3">Delivered Duty Paid</td><td class="column-4">DDP</td><td class="column-5">Delivered Duty Paid</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<!-- #tablepress-1 from cache --><br />
<strong><span style="color: #ff0000;"><em>ถ้าดูจากตารางจะสังเกตว่า term นั้นแบ่งเป็นหมวดหมู่ได้ดังนี้ หมวด E, C, D และ F  รวมทั้งหมดเป็น 13 term  ส่วนหมวดที่มีการเปลี่ยนคือหมวด D เนื่องจากมี 3 term ที่เงื่อนไขใกล้เคียงกันมาก ICC จึงได้กำหนดให้เปลี่ยนดังข้อสรุปดังนี้</em></span></strong><br />
<strong><span style="color: #ff0000;"> <em> DEQ  เปบี่ยนป็น DAT</em></span></strong><br />
<strong><span style="color: #ff0000;"> <em> DAF, DES, DDU เปลี่ยนเป็น DAP </em></span></strong></p>
<p><strong><span style="color: #ff0000;"><em>Incoterm 2010 จึงลดเหลือเพียง 11 เดิม จากเดิม 13  term</em></span></strong><br />
เห็นข้อสรุปแบบนี้แล้วก็ไม่ยากเลยที่จะทำความเข้าใจในตารางต่อไปกันเลยค่ะ</p>
<blockquote>
<p style="text-align: center;"><strong><span style="color: #000080;">บทบาทหน้าที่ของผู้ซื้อ และผู้ขาย จัดแบ่งความรับผิดชอบกันอย่างไร</span></strong></p>
</blockquote>

<table id="tablepress-2" class="tablepress tablepress-id-2">
<thead>
<tr class="row-1 odd">
	<th class="column-1">&nbsp;</th><th class="column-2">&nbsp;</th><th class="column-3">&nbsp;</th><th class="column-4">&nbsp;</th><th class="column-5">&nbsp;</th><th class="column-6">&nbsp;</th><th class="column-7">&nbsp;</th><th class="column-8">&nbsp;</th><th class="column-9">&nbsp;</th><th class="column-10">&nbsp;</th><th class="column-11">&nbsp;</th><th class="column-12">&nbsp;</th><th class="column-13">&nbsp;</th>
</tr>
</thead>
<tbody class="row-hover">
<tr class="row-2 even">
	<td class="column-1">Incoterm 2000</td><td class="column-2">Incoterm 2010</td><td class="column-3">ค่าพิธีการศุลกากรขาออก</td><td class="column-4">ค่าขนส่งถึงท่าเรือขาออก</td><td class="column-5">ค่าขนส่งสินค้าลงจากรถบรรทุก</td><td class="column-6">ค่าขนสินค้าขึ้นเรือบรรทุกสินค้า</td><td class="column-7">ค่าขนส่งทางทะเลหรือทางอากาศ</td><td class="column-8">ค่าประกันภัย</td><td class="column-9">ค่าขนสินค้าลงจากเรือบรรทุกสินค้า</td><td class="column-10">ค่าขนสินค้าขึ้นรถบรรทุก</td><td class="column-11">ค่าขนส่งสินค้าไปยังปลายทาง</td><td class="column-12">ค่าพิธีการศุลกากรขาเข้า</td><td class="column-13">ภาษีนำเข้า</td>
</tr>
<tr class="row-3 odd">
	<td class="column-1">EXW</td><td class="column-2">EXW</td><td class="column-3">ผู้ซื้อสินค้า</td><td class="column-4">ผู้ซื้อสินค้า</td><td class="column-5">ผู้ซื้อสินค้า</td><td class="column-6">ผู้ซื้อสินค้า</td><td class="column-7">ผู้ซื้อสินค้า</td><td class="column-8">ผู้ซื้อสินค้า</td><td class="column-9">ผู้ซื้อสินค้า</td><td class="column-10">ผู้ซื้อสินค้า</td><td class="column-11">ผู้ซื้อสินค้า</td><td class="column-12">ผู้ซื้อสินค้า</td><td class="column-13">ผู้ซื้อสินค้า</td>
</tr>
<tr class="row-4 even">
	<td class="column-1">FCA</td><td class="column-2">FCA</td><td class="column-3">ผู้ขายสินค้า</td><td class="column-4">ผู้ขายสินค้า</td><td class="column-5">ผู้ซื้อสินค้า</td><td class="column-6">ผู้ซื้อสินค้า</td><td class="column-7">ผู้ซื้อสินค้า</td><td class="column-8">ผู้ซื้อสินค้า</td><td class="column-9">ผู้ซื้อสินค้า</td><td class="column-10">ผู้ซื้อสินค้า</td><td class="column-11">ผู้ซื้อสินค้า</td><td class="column-12">ผู้ซื้อสินค้า</td><td class="column-13">ผู้ซื้อสินค้า</td>
</tr>
<tr class="row-5 odd">
	<td class="column-1">FAS</td><td class="column-2">FAS</td><td class="column-3">ผู้ขายสินค้า</td><td class="column-4">ผู้ขายสินค้า</td><td class="column-5">ผู้ขายสินค้า</td><td class="column-6">ผู้ซื้อสินค้า</td><td class="column-7">ผู้ซื้อสินค้า</td><td class="column-8">ผู้ซื้อสินค้า</td><td class="column-9">ผู้ซื้อสินค้า</td><td class="column-10">ผู้ซื้อสินค้า</td><td class="column-11">ผู้ซื้อสินค้า</td><td class="column-12">ผู้ซื้อสินค้า</td><td class="column-13">ผู้ซื้อสินค้า</td>
</tr>
<tr class="row-6 even">
	<td class="column-1">FOB</td><td class="column-2">FOB</td><td class="column-3">ผู้ขายสินค้า</td><td class="column-4">ผู้ขายสินค้า</td><td class="column-5">ผู้ขายสินค้า</td><td class="column-6">ผู้ขายสินค้า</td><td class="column-7">ผู้ซื้อสินค้า</td><td class="column-8">ผู้ซื้อสินค้า</td><td class="column-9">ผู้ซื้อสินค้า</td><td class="column-10">ผู้ซื้อสินค้า</td><td class="column-11">ผู้ซื้อสินค้า</td><td class="column-12">ผู้ซื้อสินค้า</td><td class="column-13">ผู้ซื้อสินค้า</td>
</tr>
<tr class="row-7 odd">
	<td class="column-1">CPT</td><td class="column-2">CPT</td><td class="column-3">ผู้ขายสินค้า</td><td class="column-4">ผู้ขายสินค้า</td><td class="column-5">ผู้ขายสินค้า</td><td class="column-6">ผู้ขายสินค้า</td><td class="column-7">ผู้ขายสินค้า</td><td class="column-8">ผู้ซื้อสินค้า</td><td class="column-9">ผู้ซื้อสินค้า</td><td class="column-10">ผู้ซื้อสินค้า</td><td class="column-11">ผู้ซื้อสินค้า</td><td class="column-12">ผู้ซื้อสินค้า</td><td class="column-13">ผู้ซื้อสินค้า</td>
</tr>
<tr class="row-8 even">
	<td class="column-1">CFR</td><td class="column-2">CFR</td><td class="column-3">ผู้ขายสินค้า</td><td class="column-4">ผู้ขายสินค้า</td><td class="column-5">ผู้ขายสินค้า</td><td class="column-6">ผู้ขายสินค้า</td><td class="column-7">ผู้ขายสินค้า</td><td class="column-8">ผู้ซื้อสินค้า</td><td class="column-9">ผู้ซื้อสินค้า</td><td class="column-10">ผู้ซื้อสินค้า</td><td class="column-11">ผู้ซื้อสินค้า</td><td class="column-12">ผู้ซื้อสินค้า</td><td class="column-13">ผู้ซื้อสินค้า</td>
</tr>
<tr class="row-9 odd">
	<td class="column-1">CIF</td><td class="column-2">CIF</td><td class="column-3">ผู้ขายสินค้า</td><td class="column-4">ผู้ขายสินค้า</td><td class="column-5">ผู้ขายสินค้า</td><td class="column-6">ผู้ขายสินค้า</td><td class="column-7">ผู้ขายสินค้า</td><td class="column-8">ผู้ขายสินค้า</td><td class="column-9">ผู้ซื้อสินค้า</td><td class="column-10">ผู้ซื้อสินค้า</td><td class="column-11">ผู้ซื้อสินค้า</td><td class="column-12">ผู้ซื้อสินค้า</td><td class="column-13">ผู้ซื้อสินค้า</td>
</tr>
<tr class="row-10 even">
	<td class="column-1">CIP</td><td class="column-2">CIP</td><td class="column-3">ผู้ขายสินค้า</td><td class="column-4">ผู้ขายสินค้า</td><td class="column-5">ผู้ขายสินค้า</td><td class="column-6">ผู้ขายสินค้า</td><td class="column-7">ผู้ขายสินค้า</td><td class="column-8">ผู้ขายสินค้า</td><td class="column-9">ผู้ซื้อสินค้า/ผู้ขายสินค้า</td><td class="column-10">ผู้ซื้อสินค้า/ผู้ขายสินค้า</td><td class="column-11">ผู้ซื้อสินค้า</td><td class="column-12">ผู้ซื้อสินค้า</td><td class="column-13">ผู้ซื้อสินค้า</td>
</tr>
<tr class="row-11 odd">
	<td class="column-1">DEQ </td><td class="column-2">DAT</td><td class="column-3">ผู้ขายสินค้า</td><td class="column-4">ผู้ขายสินค้า</td><td class="column-5">ผู้ขายสินค้า</td><td class="column-6">ผู้ขายสินค้า</td><td class="column-7">ผู้ขายสินค้า</td><td class="column-8">ผู้ขายสินค้า</td><td class="column-9">ผู้ขายสินค้า</td><td class="column-10">ผู้ซื้อสินค้า</td><td class="column-11">ผู้ซื้อสินค้า</td><td class="column-12">ผู้ซื้อสินค้า</td><td class="column-13">ผู้ซื้อสินค้า</td>
</tr>
<tr class="row-12 even">
	<td class="column-1">DAF</td><td class="column-2">DAP</td><td class="column-3">ผู้ขายสินค้า</td><td class="column-4">ผู้ขายสินค้า</td><td class="column-5">ผู้ขายสินค้า</td><td class="column-6">ผู้ขายสินค้า</td><td class="column-7">ผู้ขายสินค้า</td><td class="column-8">ผู้ขายสินค้า</td><td class="column-9">ผู้ขายสินค้า</td><td class="column-10">ผู้ขายสินค้า</td><td class="column-11">ผู้ขายสินค้า</td><td class="column-12">ผู้ซื้อสินค้า</td><td class="column-13">ผู้ซื้อสินค้า</td>
</tr>
<tr class="row-13 odd">
	<td class="column-1">DES</td><td class="column-2"></td><td class="column-3"></td><td class="column-4"></td><td class="column-5"></td><td class="column-6"></td><td class="column-7"></td><td class="column-8"></td><td class="column-9"></td><td class="column-10"></td><td class="column-11"></td><td class="column-12"></td><td class="column-13"></td>
</tr>
<tr class="row-14 even">
	<td class="column-1">DDU</td><td class="column-2"></td><td class="column-3"></td><td class="column-4"></td><td class="column-5"></td><td class="column-6"></td><td class="column-7"></td><td class="column-8"></td><td class="column-9"></td><td class="column-10"></td><td class="column-11"></td><td class="column-12"></td><td class="column-13"></td>
</tr>
<tr class="row-15 odd">
	<td class="column-1">DDP</td><td class="column-2">DDP</td><td class="column-3">ผู้ขายสินค้า</td><td class="column-4">ผู้ขายสินค้า</td><td class="column-5">ผู้ขายสินค้า</td><td class="column-6">ผู้ขายสินค้า</td><td class="column-7">ผู้ขายสินค้า</td><td class="column-8">ผู้ขายสินค้า</td><td class="column-9">ผู้ขายสินค้า</td><td class="column-10">ผู้ขายสินค้า</td><td class="column-11">ผู้ขายสินค้า</td><td class="column-12">ผู้ขายสินค้า</td><td class="column-13">ผู้ขายสินค้า</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<!-- #tablepress-2 from cache -->
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><img class="size-medium wp-image-567 aligncenter" src="http://factoryguideline.com/wp-content/uploads/2014/03/fast-speed-service-300x225.jpg" alt="Fast speed service" width="300" height="225" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>การส่งขนส่งระหว่างประเทศนั้นไม่ว่าจะเป็นทางเรือหรือทางอากาศ หรือที่เราเรียกว่ากันทางแอร์นั้นมักจะอยู่ในอารมณ์นี้กันเลยล่ะค่ะ เพราะมีหลายปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้ เช่น ภัยธรรมชาติ เป็นต้น</p>
<p>และจากตารางข้างต้น ค่าใช้จ่ายโดยสรุปมีดังนี้คือ</p>
<ul>
<li><span style="text-decoration: underline; color: #ff0000;"><span style="text-decoration: underline;">ค่าขนส่งถึงท่าเรือขาออก</span></span></li>
<li><span style="text-decoration: underline; color: #ff0000;"><span style="text-decoration: underline;">ค่าขนส่งสินค้าลงจากรถบรรทุก</span></span></li>
<li><span style="text-decoration: underline; color: #ff0000;"><span style="text-decoration: underline;">ค่าขนสินค้าขึ้นเรือบรรทุกสินค้า</span></span></li>
<li><span style="text-decoration: underline; color: #ff0000;"><span style="text-decoration: underline;">ค่าขนส่งทางทะเลหรือทางอากาศ</span></span></li>
<li><span style="text-decoration: underline; color: #ff0000;"><span style="text-decoration: underline;">ค่าประกันภัย</span></span></li>
<li><span style="text-decoration: underline; color: #ff0000;"><span style="text-decoration: underline;">ค่าขนสินค้าลงจากเรือบรรทุกสินค้า</span></span></li>
<li><span style="text-decoration: underline; color: #ff0000;"><span style="text-decoration: underline;">ค่าขนสินค้าขึ้นรถบรรทุก</span></span></li>
<li><span style="text-decoration: underline; color: #ff0000;"><span style="text-decoration: underline;">ค่าขนส่งสินค้าไปยังปลายทาง</span></span></li>
<li><span style="text-decoration: underline; color: #ff0000;"><span style="text-decoration: underline;">ค่าพิธีการศุลกากรขาเข้า</span></span></li>
<li><span style="text-decoration: underline; color: #ff0000;"><span style="text-decoration: underline;">ภาษีนำเข้า</span></span></li>
</ul>
<p style="text-align: justify;" align="center">น่าจะพอมองภาพออกกันแล้วนะคะว่า ใครต้องทำอะไรกันบ้าง สิ่งสำคัญประการหนึ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง คือ <span style="line-height: 1.5em;">การประภันภัยเพื่อลดภาระอันอาจเกิดจากความเสี่ยงในระหว่างการขนส่ง การเคลื่อนย้ายสินค้าแต่ละขั้นตอน  เนื่องจากการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศมีปริมาณมาก ระยะทางไกล และพนักงานต้องทำงานด้วยความเร่งรีบ</span></p>
<p>ดังนั้น การประภันภัยจึงเป็นเครื่องมือที่จะช่วยลดภาระให้คู่ค้าหากเกิดภัยต่าง ๆ เช่น เกิดพายุให้เรือประสบปัญหาในการเดินเรือ หรือขนส่งล่าช้า  สินค้าเสียหายอันเนื่องจากการ load หรือ unload จากรถฟอรคลิฟท์บ้าง รถบรรถทุกขาดความรอบคอบในการจัดวางสินค้า หรือปกปิดสินค้าให้รัดกุมพอ ดังนั้นปัญหาเหล่านี้จึงเกิดขึ้นได้เสมอ และในแต่ละ term ยังจะแยกย่อยและแตกต่างกันเล็กน้อยในขอบเขตความรับผิดชอบออกไปรายละเอียดอีกด้วยค่ะ</p>
<p>คงจะพอเข้าใจกันมากขึ้นแล้วใช่มั้ยล่ะค่ะ สำหรับ <em><span style="color: #0000ff;">ข้อแตกต่างระหว่าง Incoterm 2000 และ Incoterm 2010 </span></em><strong> </strong></p>
<p>แต่หากยังมีปัญหาคาใจก็อย่าลืมติชม แบ่งปัน ถามคำถาม เพื่อร่วมแสวงหาความรู้ด้วยกันนะคะ หรือลองอ่านบทความ  <a href="http://factoryguideline.com/category/money-for-social/">Incoterm คืออะไร</a> เพื่อสร้างความเข้าใจให้มากยิ่งขึ้นได้นะคะ</p>
<blockquote><p></p>
<h2 style="text-align: center;"><span style="color: #339966;"><strong>ความรู้ ย่อมเกิดจากความใฝ่รู้</strong></span></h2>
<h2 style="text-align: center;"><span style="color: #339966;"><strong>และแสวงหาความรู้ใหม่ ๆ อยู่เสมอ</strong></span></h2>
<h2 style="text-align: center;"><span style="color: #339966;"><strong>เมื่อรู้แล้วก็อย่าลืมแบ่งปัน</strong></span></h2>
<h2 style="text-align: center;"><span style="color: #339966;"><strong>เพราะทุกครั้งที่แบ่งปัน</strong></span></h2>
<h2 style="text-align: center;"><span style="color: #339966;"><strong>ผู้ให้ก็มักจะได้ทักษะใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นเสมอ</strong></span></h2>
<p></p></blockquote>
<h2 style="text-align: center;"></h2>
<h2 style="text-align: center;"></h2>
<p><strong>เครดิต  http://en.wikipedia.org/wiki/Incoterms</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4 style="text-align: justify;"><span style="color: #ff0000;"><strong>สนใจเข้าร่วม free workshop ดูรายละเอียดได้จาก <a href="http://factoryguideline.com/?p=1633">link นี้นะคะ</a></strong></span></h4>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://factoryguideline.com/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%81%e0%b8%95%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87-incoterm-2000-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0-inco/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
