<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Factory Guideline &#187; Marketing</title>
	<atom:link href="https://factoryguideline.com/category/marketing/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://factoryguideline.com</link>
	<description>factoryguideline.com ครบเครื่องเรื่องอุตสาหกรรม</description>
	<lastBuildDate>Tue, 15 Oct 2019 16:36:41 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=4.2.38</generator>
	<item>
		<title>After market หมายถึงอะไร</title>
		<link>https://factoryguideline.com/after-market-%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3/</link>
		<comments>https://factoryguideline.com/after-market-%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 17 Apr 2016 10:26:46 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[Nongluck Boonsook]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Marketing]]></category>
		<category><![CDATA[Aftermarket]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://factoryguideline.com/?p=3441</guid>
		<description><![CDATA[fter market หรือตลาดหลังการขาย ขุมทรัพย์ที่หลาย ๆ คนอาจจะมองข้าม ได้ยินแบบนี้เริ่มอยากรู้กันแล้วใช่มั้ยล่ะคะว่าเป็นขุมทรัพย์อย่างไร After market หรือตลาดหลังการขายนั้นจะใช้กับสินค้าที่มีอายุการใช้งานหลายปี ต้องมีการซ่อมบำรุงหลังจากใช้งานไปแล้ว ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่น เครื่องจักร รถยนต์ เป็นต้น สินค้าเหล่านี้เมื่อใช้งานไปก็ย่อมต้องมีการเปลี่ยนอะไหล่ หรือ Spare part ตามอายุการใช้งาน ยกตัวอย่างเช่น รถยนต์  น้ำมันเครื่องกำหนดให้เปลี่ยนตามระยะทางการวิ่งเพื่่อรักษาคุณภาพเครื่องยนต์ให้ใช้งานได้นาน    Air filter อาจจะพิจารณาสองส่วนคือ เมื่อเมื่่อถึงรอบต้องเปลี่ยนหรือแอร์เริ่มไม่เย็นแล้ว ยางรถยนต์ เปลี่ยนตามระยะทางการวิ่ง เครื่องจักร Lubricant oil เปลี่ยนตามชั่วโมงการเดินของเครื่่อง จะคล้าย ๆ กับรถยนต์ Spare part หากเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้ามักจะเปลี่ยนเมื่่อเสีย แต่หากเป็นอุปกรณ์อื่นอาจจะดูตามอายุใช้งาน หรือสภาพไม่เหมาะสมกับการใช้งานแล้ว ที่ยกมาเป็นเพียงตัวอย่างง่าย ๆ เท่านั้นค่ะว่า After market นั้นตลาดใหญ่มาก มีทั้ง spare part, Oil, อุปกรณ์ไฟฟ้า และอื่น ๆ อีกหลายอย่างด้วยกัน และหากเป็นยานยนต์ ยังมีอุปกรณ์แต่งรถที่นักแต่งรถสรรหามาประดับรถคันโปรดกันอีกค่ะ และในการเลือกซื้อผู้ซื้อก็มีพื้นฐานการเลือกต่างกัน เช่น บางรายมีข้อจำกัดเรื่องงบประมาณ บางรายการอยากเปลี่ยนก็ยังไม่พร้อมที่จะเปลี่ยน หรือผู้ซื้อต้องการทางเลือกมากขึ้นเพื่อความพึงพอใจส่วนตัวไม่ได้เกี่ยวกับงบประมาณ ต้องการความแปลกแตกต่าง หรือการออกแบบที่ต่างจากสินค้ามาตรฐาน ดังนั้นหากมองให้ลึก After market จึงยังมี market share ที่แอบซ่อนอยู่อีกมาก ยังไม่รวมลูกค้าบางกลุ่มที่ต้องการสินค้าเกรดรองเพื่่อประหยัดงบประมาณก็มีเช่นกันค่ะ  ที่เหลือเป็นหน้าที่ของนักขายแล้วล่ะว่าจะหาลูกค้าเหล่านั้นให้เจอได้อย่างไรกันค่ะ]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><span class="dropcap dropcap1 ">A</span><strong><span style="color: #333399;">fter market</span></strong> หรือตลาดหลังการขาย ขุมทรัพย์ที่หลาย ๆ คนอาจจะมองข้าม ได้ยินแบบนี้เริ่มอยากรู้กันแล้วใช่มั้ยล่ะคะว่าเป็นขุมทรัพย์อย่างไร</p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #333399;">After market</span></strong> หรือตลาดหลังการขายนั้นจะใช้กับสินค้าที่มีอายุการใช้งานหลายปี ต้องมีการซ่อมบำรุงหลังจากใช้งานไปแล้ว ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่น เครื่องจักร รถยนต์ เป็นต้น สินค้าเหล่านี้เมื่อใช้งานไปก็ย่อมต้องมีการเปลี่ยนอะไหล่ หรือ Spare part ตามอายุการใช้งาน ยกตัวอย่างเช่น</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="line-height: 1.5;">รถยนต์</span><span style="line-height: 1.5;"> </span></p>
<ul style="text-align: justify;">
<li><span style="line-height: 1.5;">น้ำมันเครื่องกำหนดให้เปลี่ยนตามระยะทางการวิ่งเพื่่อรักษาคุณภาพเครื่องยนต์ให้ใช้งานได้นาน   </span></li>
<li>Air filter อาจจะพิจารณาสองส่วนคือ เมื่อเมื่่อถึงรอบต้องเปลี่ยนหรือแอร์เริ่มไม่เย็นแล้ว</li>
<li>ยางรถยนต์ เปลี่ยนตามระยะทางการวิ่ง</li>
</ul>
<p style="text-align: justify;">เครื่องจักร</p>
<ul style="text-align: justify;">
<li>Lubricant oil เปลี่ยนตามชั่วโมงการเดินของเครื่่อง จะคล้าย ๆ กับรถยนต์</li>
<li>Spare part หากเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้ามักจะเปลี่ยนเมื่่อเสีย แต่หากเป็นอุปกรณ์อื่นอาจจะดูตามอายุใช้งาน หรือสภาพไม่เหมาะสมกับการใช้งานแล้ว</li>
</ul>
<p style="text-align: justify;">ที่ยกมาเป็นเพียงตัวอย่างง่าย ๆ เท่านั้นค่ะว่า<strong><span style="color: #333399;"> After market</span> </strong>นั้นตลาดใหญ่มาก มีทั้ง spare part, Oil, อุปกรณ์ไฟฟ้า และอื่น ๆ อีกหลายอย่างด้วยกัน และหากเป็นยานยนต์ ยังมีอุปกรณ์แต่งรถที่นักแต่งรถสรรหามาประดับรถคันโปรดกันอีกค่ะ และในการเลือกซื้อผู้ซื้อก็มีพื้นฐานการเลือกต่างกัน เช่น บางรายมีข้อจำกัดเรื่องงบประมาณ บางรายการอยากเปลี่ยนก็ยังไม่พร้อมที่จะเปลี่ยน หรือผู้ซื้อต้องการทางเลือกมากขึ้นเพื่อความพึงพอใจส่วนตัวไม่ได้เกี่ยวกับงบประมาณ ต้องการความแปลกแตกต่าง หรือการออกแบบที่ต่างจากสินค้ามาตรฐาน ดังนั้นหากมองให้ลึก<strong><span style="color: #333399;"> After market </span></strong>จึงยังมี market share ที่แอบซ่อนอยู่อีกมาก ยังไม่รวมลูกค้าบางกลุ่มที่ต้องการสินค้าเกรดรองเพื่่อประหยัดงบประมาณก็มีเช่นกันค่ะ  ที่เหลือเป็นหน้าที่ของนักขายแล้วล่ะว่าจะหาลูกค้าเหล่านั้นให้เจอได้อย่างไรกันค่ะ</p>
<p style="text-align: justify;">
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://factoryguideline.com/after-market-%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทำตลาดอย่างไรในยุคดิจิตอล?</title>
		<link>https://factoryguideline.com/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%84%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%b4/</link>
		<comments>https://factoryguideline.com/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%84%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%b4/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 17 Apr 2016 09:46:03 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[Nongluck Boonsook]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Marketing]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://factoryguideline.com/?p=3381</guid>
		<description><![CDATA[ารตลาดในยุคดิจิตอล จะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย พูดแบบนี้เกิดคำถามขึ้นทันทีเลยว่า แล้วทำอย่างไรกันล่ะ? การตลาดยุคเก่ามักจะเน้นการทำตลาดแบบ Off line หรือ Face to face หรือการเข้าถึงตัวของลูกค้า จะด้วยใช้ความสัมพันธ์ในแวงวดคนรู้จัก เพื่อน ลูกค้าเก่า หรือใครก็ตามที่จะเป็นสื่อนำไปหาลูกค้าเป้าหมายเพื่อขายสินค้าที่ต้องการ แล้ววิธีการนี้ยังจำเป็นหรือไม่? แน่นอนว่าจำเป็นโดยเฉพาะสินค้าหรือบริการที่เป็นงานเฉพาะทาง เน้นความสัมพันธ์ในแง่บุคคล หรือองค์กรเป็นหลัก เพื่อเปิดทางธุรกิจในลำดับต่อไป แต่หากเป็นสินค้าแฟชั่น อายุการใช้งานสั้น หรือสินค้าที่ต้องการความรวดเร็ว วิธีการแบบเดิมอาจจะไม่เหมาะสมอีกต่อไป ควรต้องปรับตัวให้เหมาะสมกับลักษณะสินค้าและธรุกิจ แล้วจะพัฒนาไปสู่การทำตลาดในยุคดิจิตอลอย่างไร? การจะเปิดช่องทางการตลาดดิจิตอล ผู้ประกอบการควรต้องเข้าใจแนวทาง และช่องทางก่อนว่า ต่างจากแบบเดิมอย่างไร ข้อดีคืออะไร เพื่อให้พัฒนาแบบถูกทิศทาง ได้ประโยชน์สูงสุด เนื่องจากการทำตลาดแนวนี้อาจจะสื่อในหลาย ๆ รูปแบบอาทิเช่น เว็บไซด์ ผู้ที่พัฒนาเว็บไซด์ต้องเข้าใจสิ่งที่เราต้องการสื่อถึงลูกค้า การดูแลเว็บไซด์ให้อยู่ในสถานะ Dynamic หรือมีความเคลื่่อนไหวอยู่เสมอ ด้วยเนื้อหาสาระที่เป็นประโยชน์ เพื่อเพิ่มมูลค่าสำหรับองค์กร ผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เป็นช่องทางให้ลูกค้าเข้าถึงผลิตภัณฑ์และการบริการ การสนับสนุนเว็บไซด์ด้วยการสร้างเว็บบอร์ดเพื่อให้เกิดการโต้ตอบสองทาง จากทั้งทางผู้ประกอบการและลูกค้า ก็ยิ่งเป็นการตอกย้ำให้ส่งเสริมให้สถานะความเป็น Dynamic มีมากยิ่งขึ้น Social network ต่าง ๆ  เช่น         Facebook Social network จะเข้าถึงลูกค้าเป้าหมายได้ดีในอีกหนึ่งช่องทาง ผลตอบรับเร็ว ซึ่งจะเป็นการช่วยสนับสนุนนอกเหนือจากเว็บไซด์ที่เป็นช่องทางหลัก ผู้ดูแลควรมีเทคนิคเฉพาะตัวในการนำเสนอ เพื่่อให้ผู้ที่เข้ามาชมรู้สึกเป็นกันเองและอยากเป็นผู้ติดตามอยู่เสมอ        Youtube เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่สามารถสื่อสามารถด้วยสื่อนอกเหนือจากข้อความ เป็นช่องทางเสริมที่ลูกค้าดูได้จาก youtube และนำมาใช้งานต่อที่เว็บไซด์หลักได้อีกด้วยค่ะ การปรับตัวการด้านตลาดเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก หากสังเกตให้ดีเคยมียักษ์ใหญ่ดังๆ สองสามค่ายที่เราน่าจะจดจำได้กันได้ดี ผู้ประกอบการไม่ได้ทำอะไรผิดเลย ยังผลิตสินค้าที่มีคุณภาพดี เพียงแต่รู้ไม่เท่าทันยุคดิจิตอล ไม่ได้ปรับสินค้าให้เหมาะสมกับยุคสมัย เมื่่อสินค้าผลิตออกมา ถึงจะดี แต่ไม่เข้ากับยุคสมัย ประกอบการก็ไม่ได้ปรับเปลี่ยนให้ทันท่วงทีในขณะที่สินค้าของตนเองเป็นดิจิตอล จึงเป็นการจบของธุรกิจด้วยเวลาอันสั้นนั่นเองค่ะ เพียงแค่เราคิดว่าง่าย ๆ ว่า สินค้าทั้งหมดที่มีไม่มีอยากใครอยากซื้อ หรือเครื่องจักรที่เรามียังไม่พร้อมที่จะผลิตสินค้าที่ยุคสมัยต้องการแค่นี้ก็จบแล้วนะคะ ฝ่ายการตลาดจึงต้องรู้ทันตลาด และความรู้นั้นอาจจะไปช่วยเสริมฝ่ายผลิตเพื่อปรับตัวให้ทันการณ์อีกด้วยค่ะ อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนก็ต้องพิจารณาให้เหมาะสมกับสินค้าและบริการของตนเองด้วยนะคะ ล้ำยุคไปก็อาจจะเจ็บตัวได้เช่นกันค่ะ]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><span class="dropcap dropcap1 ">ก</span>ารตลาดในยุคดิจิตอล จะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย พูดแบบนี้เกิดคำถามขึ้นทันทีเลยว่า แล้วทำอย่างไรกันล่ะ?</p>
<p style="text-align: justify;">การตลาดยุคเก่ามักจะเน้นการทำตลาดแบบ Off line หรือ Face to face หรือการเข้าถึงตัวของลูกค้า จะด้วยใช้ความสัมพันธ์ในแวงวดคนรู้จัก เพื่อน ลูกค้าเก่า หรือใครก็ตามที่จะเป็นสื่อนำไปหาลูกค้าเป้าหมายเพื่อขายสินค้าที่ต้องการ</p>
<h3 style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #ff0000;">แล้ววิธีการนี้ยังจำเป็นหรือไม่?</span></strong></h3>
<p style="text-align: justify;">แน่นอนว่าจำเป็นโดยเฉพาะสินค้าหรือบริการที่เป็นงานเฉพาะทาง เน้นความสัมพันธ์ในแง่บุคคล หรือองค์กรเป็นหลัก เพื่อเปิดทางธุรกิจในลำดับต่อไป แต่หากเป็นสินค้าแฟชั่น อายุการใช้งานสั้น หรือสินค้าที่ต้องการความรวดเร็ว วิธีการแบบเดิมอาจจะไม่เหมาะสมอีกต่อไป ควรต้องปรับตัวให้เหมาะสมกับลักษณะสินค้าและธรุกิจ</p>
<h3 style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #ff0000;">แล้วจะพัฒนาไปสู่การทำตลาดในยุคดิจิตอลอย่างไร?</span></strong></h3>
<p style="text-align: justify;">การจะเปิดช่องทางการตลาดดิจิตอล ผู้ประกอบการควรต้องเข้าใจแนวทาง และช่องทางก่อนว่า ต่างจากแบบเดิมอย่างไร ข้อดีคืออะไร เพื่อให้พัฒนาแบบถูกทิศทาง ได้ประโยชน์สูงสุด เนื่องจากการทำตลาดแนวนี้อาจจะสื่อในหลาย ๆ รูปแบบอาทิเช่น</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #333399;"><strong>เว็บไซด์</strong></span></p>
<ul style="text-align: justify;">
<li>ผู้ที่พัฒนาเว็บไซด์ต้องเข้าใจสิ่งที่เราต้องการสื่อถึงลูกค้า</li>
<li><span style="color: #ff9900;">การดูแลเว็บไซด์ให้อยู่ในสถานะ Dynamic</span> หรือมีความเคลื่่อนไหวอยู่เสมอ ด้วยเนื้อหาสาระที่เป็นประโยชน์ เพื่อเพิ่มมูลค่าสำหรับองค์กร ผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เป็นช่องทางให้ลูกค้าเข้าถึงผลิตภัณฑ์และการบริการ</li>
<li>การสนับสนุนเว็บไซด์ด้วยการสร้างเว็บบอร์ดเพื่อให้เกิดการโต้ตอบสองทาง จากทั้งทางผู้ประกอบการและลูกค้า ก็ยิ่งเป็นการตอกย้ำให้ส่งเสริมให้สถานะความเป็น Dynamic มีมากยิ่งขึ้น</li>
</ul>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #333399;">Social network ต่าง ๆ  เช่น </span></strong></p>
<p style="text-align: justify;">       Facebook</p>
<ul style="text-align: justify;">
<li>Social network จะเข้าถึงลูกค้าเป้าหมายได้ดีในอีกหนึ่งช่องทาง ผลตอบรับเร็ว ซึ่งจะเป็นการช่วยสนับสนุนนอกเหนือจากเว็บไซด์ที่เป็นช่องทางหลัก</li>
<li>ผู้ดูแลควรมีเทคนิคเฉพาะตัวในการนำเสนอ เพื่่อให้ผู้ที่เข้ามาชมรู้สึกเป็นกันเองและอยากเป็นผู้ติดตามอยู่เสมอ</li>
</ul>
<p style="text-align: justify;">       Youtube</p>
<ul style="text-align: justify;">
<li>เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่สามารถสื่อสามารถด้วยสื่อนอกเหนือจากข้อความ เป็นช่องทางเสริมที่ลูกค้าดูได้จาก youtube และนำมาใช้งานต่อที่เว็บไซด์หลักได้อีกด้วยค่ะ</li>
</ul>
<p style="text-align: justify;">การปรับตัวการด้านตลาดเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก หากสังเกตให้ดีเคยมียักษ์ใหญ่ดังๆ สองสามค่ายที่เราน่าจะจดจำได้กันได้ดี ผู้ประกอบการไม่ได้ทำอะไรผิดเลย ยังผลิตสินค้าที่มีคุณภาพดี เพียงแต่รู้ไม่เท่าทันยุคดิจิตอล ไม่ได้ปรับสินค้าให้เหมาะสมกับยุคสมัย เมื่่อสินค้าผลิตออกมา ถึงจะดี แต่ไม่เข้ากับยุคสมัย ประกอบการก็ไม่ได้ปรับเปลี่ยนให้ทันท่วงทีในขณะที่สินค้าของตนเองเป็นดิจิตอล จึงเป็นการจบของธุรกิจด้วยเวลาอันสั้นนั่นเองค่ะ เพียงแค่เราคิดว่าง่าย ๆ ว่า สินค้าทั้งหมดที่มีไม่มีอยากใครอยากซื้อ หรือเครื่องจักรที่เรามียังไม่พร้อมที่จะผลิตสินค้าที่ยุคสมัยต้องการแค่นี้ก็จบแล้วนะคะ ฝ่ายการตลาดจึงต้องรู้ทันตลาด และความรู้นั้นอาจจะไปช่วยเสริมฝ่ายผลิตเพื่อปรับตัวให้ทันการณ์อีกด้วยค่ะ</p>
<p style="text-align: justify;">อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนก็ต้องพิจารณาให้เหมาะสมกับสินค้าและบริการของตนเองด้วยนะคะ ล้ำยุคไปก็อาจจะเจ็บตัวได้เช่นกันค่ะ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://factoryguideline.com/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%84%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%b4/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เทคนิคการเปิดลูกค้าใหม่ผ่านช่องทาง online marketing</title>
		<link>https://factoryguideline.com/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%84%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1/</link>
		<comments>https://factoryguideline.com/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%84%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 17 Apr 2016 09:30:45 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[Nongluck Boonsook]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Marketing]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://factoryguideline.com/?p=3401</guid>
		<description><![CDATA[ว่าจะเปิดลูกค้าใหม่ในแต่ละครั้งสำหรับฝ่ายการตลาดในอุตสาหกรรมที่แข่งขันกันสูงแล้วอาจจะเข้าขั้นเลือดตาแทบกระเด็นเลยหากเราไม่มีอะไรที่แตกต่างให้ลูกค้านั้นสนใจสินค้าหรือบริการ ปัจจุบันในภาคอุตสาหกรรม บริษัทใหญ่ ๆ โดยเฉพาะบริษัทข้ามชาติ มักจะเริ่มใช้นโยบายไม่รับ supplier ใหม่ เพราะมองว่ามี supplier มากพอแล้ว อาจจะมีคุณภาพมากน้อย คละเคล้ากันไป ใครอยู่ในระบบแล้วก็โชคดีไปที่หากผ่านการสอบราคาก็สามารถทำงานได้เลย ไม่ได้ขอ add supplier code  ส่วนบริษัทหน้าใหม่ก็อาจจะต้องประสบกับปัญหาเหล่านี้อยู่บ้าง แล้ว Online Marketing จะช่วยได้อย่างไ? ในเมื่อคนที่มีคุณสมบัติเหมือนกันจะถูกจำกัด จำเป็นที่นักขายจะต้องหาจุดต่างให้ได้ว่า ทำไมลูกค้าต้องซื้อเรา ดังนั้นคงต้องเริ่มพิจารณาตั้งแต่ตัวสินค้า บริการ หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ต้องการนำเสนอ ต้องสร้างจุดต่างให้ได้ ทั้งตัวสินค้า ราคาขาย และการส่งมอบสินค้า ตามหลักการ QCD นั่นเองค่ะ อย่างไรก็ตามที่กล่าวมาทั้งหมดเพื่อน ๆ คงสงสัยว่าก็ยังไม่เห็นเกี่ยวกับช่องทาง Online เลยค่ะ  เมื่อหาคำตอบเบื้องต้นที่อธิบายไปแล้วก็ควรสร้างช่องทาง Online อะไรก็ได้ที่คุณมี จะเป็นเว็บไซด์ Social network ใดก็ได้ ที่ลูกค้าสามารถค้นหาเราได้ง่าย ตลอดเวลา พูดง่าย ๆ ว่าเพิ่มช่องทางที่ลูกค้าต้องการเราจริง ๆ  และค้นหาเราได้ไม่ยากจนเกินไป  อย่างไรก็ตามวิธีนี้ไม่เหมาะกับสินค้าที่เป็นมาตรฐานแล้วยังขายแบบมาตรฐานนะคะ คุณจะต้องหาวิธีการขายหรือบริการที่เหนือชั้นกว่าให้ได้สำหรับสินค้ามาตรฐาน  แต่หากเป็นงานเฉพาะหรือ Niche market วิธีนี้เหมาะมากค่ะ คุณจะมีผู้ช่วยผ่านช่องทาง online แบบ unlimited กันเลยล่ะค่ะ เห็นหรือยังคะ ด้วยคิดต่างง่าย ๆ แค่นี้ก็ลดข้อจำกัดเรื่องการหาลูกค้าใหม่ ๆ ไปได้เลยค่ะ ส่วนรายละเอียดเป็นการบ้านที่ต้องไปคิดให้ขาด ตีโจทย์ให้แตกด้วยตัวเองกันแล้วล่ะค่ะ ได้ผลอย่างไรมาเล่าให้ฟังกันได้นะคะ]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><span class="dropcap dropcap1 ">ก</span>ว่าจะเปิดลูกค้าใหม่ในแต่ละครั้งสำหรับฝ่ายการตลาดในอุตสาหกรรมที่แข่งขันกันสูงแล้วอาจจะเข้าขั้นเลือดตาแทบกระเด็นเลยหากเราไม่มีอะไรที่แตกต่างให้ลูกค้านั้นสนใจสินค้าหรือบริการ</p>
<p style="text-align: justify;">ปัจจุบันในภาคอุตสาหกรรม บริษัทใหญ่ ๆ โดยเฉพาะบริษัทข้ามชาติ มักจะเริ่มใช้นโยบายไม่รับ supplier ใหม่ เพราะมองว่ามี supplier มากพอแล้ว อาจจะมีคุณภาพมากน้อย คละเคล้ากันไป ใครอยู่ในระบบแล้วก็โชคดีไปที่หากผ่านการสอบราคาก็สามารถทำงานได้เลย ไม่ได้ขอ add supplier code  ส่วนบริษัทหน้าใหม่ก็อาจจะต้องประสบกับปัญหาเหล่านี้อยู่บ้าง</p>
<h3 style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #ff0000;">แล้ว Online Marketing จะช่วยได้อย่างไ?</span></strong></h3>
<p style="text-align: justify;">ในเมื่อคนที่มีคุณสมบัติเหมือนกันจะถูกจำกัด จำเป็นที่นักขายจะต้องหาจุดต่างให้ได้ว่า ทำไมลูกค้าต้องซื้อเรา ดังนั้นคงต้องเริ่มพิจารณาตั้งแต่ตัวสินค้า บริการ หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ต้องการนำเสนอ ต้องสร้างจุดต่างให้ได้ ทั้งตัวสินค้า ราคาขาย และการส่งมอบสินค้า ตามหลักการ QCD นั่นเองค่ะ อย่างไรก็ตามที่กล่าวมาทั้งหมดเพื่อน ๆ คงสงสัยว่าก็ยังไม่เห็นเกี่ยวกับช่องทาง Online เลยค่ะ  เมื่อหาคำตอบเบื้องต้นที่อธิบายไปแล้วก็ควรสร้างช่องทาง Online อะไรก็ได้ที่คุณมี จะเป็นเว็บไซด์ Social network ใดก็ได้ ที่ลูกค้าสามารถค้นหาเราได้ง่าย ตลอดเวลา พูดง่าย ๆ ว่าเพิ่มช่องทางที่ลูกค้าต้องการเราจริง ๆ  และค้นหาเราได้ไม่ยากจนเกินไป  อย่างไรก็ตามวิธีนี้ไม่เหมาะกับสินค้าที่เป็นมาตรฐานแล้วยังขายแบบมาตรฐานนะคะ คุณจะต้องหาวิธีการขายหรือบริการที่เหนือชั้นกว่าให้ได้สำหรับสินค้ามาตรฐาน  แต่หากเป็นงานเฉพาะหรือ Niche market วิธีนี้เหมาะมากค่ะ คุณจะมีผู้ช่วยผ่านช่องทาง online แบบ unlimited กันเลยล่ะค่ะ</p>
<p style="text-align: justify;">เห็นหรือยังคะ ด้วยคิดต่างง่าย ๆ แค่นี้ก็ลดข้อจำกัดเรื่องการหาลูกค้าใหม่ ๆ ไปได้เลยค่ะ ส่วนรายละเอียดเป็นการบ้านที่ต้องไปคิดให้ขาด ตีโจทย์ให้แตกด้วยตัวเองกันแล้วล่ะค่ะ ได้ผลอย่างไรมาเล่าให้ฟังกันได้นะคะ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://factoryguideline.com/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%84%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การผลิตแบบ Made to order หมายถึงอะไร</title>
		<link>https://factoryguideline.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a-made-to-order-%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84/</link>
		<comments>https://factoryguideline.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a-made-to-order-%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 17 Apr 2016 09:11:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[Nongluck Boonsook]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Marketing]]></category>
		<category><![CDATA[Purchasing Inside]]></category>
		<category><![CDATA[Made to order]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://factoryguideline.com/?p=3440</guid>
		<description><![CDATA[ade to order  เป็นหนึ่งในรูปแบบของการรับจ้างผลิตงานของภาคอุตสาหกรรม  วันนี้จะมาเล่าให้ฟังกันค่ะ หมายถึงอะไร และทำอย่างไรกันค่ะ &#160; ในภาคอุตสาหกรรมเราอาจจะแบ่งการจ้างทำออกเป็น 2 ลักษณะใหญ่ ๆ ด้วยกันนะคะ 1. การรับจ้างผลิตแบบรายครั้ง หรือ Made to order 2. การรับจ้างผลิตในปริมาณมากหรือ Mass production &#160; วันนี้จะกล่าวถึงเฉพาะ Made to order ก่อนแล้วกันนะคะ การผลิตแบบไหนบ้างที่เข้าลักษณะ Made to order ยกตัวอย่างง่าย ๆ ให้พอเข้าใจดังนี้ค่ะ เครื่่องจักร หรืออุปกรณ์ที่ต้องการผลิตขึ้นมาใช้เเป็นการเฉพาะกิจสำหรับ Line การผลิต หรือเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดการทำงานก็เป็นได้ค่ะ  ลักษณะนี้มักเป็นของฝ่ายผลิต หรือซ่อมบำรุง คือสั่งงานเฉพาะ หรือสั่ง spare part มาเพื่อเปลี่ยนแทนเครื่องที่ไม่มี drawing สำหรับ spare part จึงเป็นการ copy งานเฉพาะหน้านั่นเองค่ะ สิ่งที่ลูกค้าสั่งซื้ออาจจะนำไปใช้กับฝ่ายผลิต ซ่อมบำรุง หรือแผนกอื่น ๆ ก็ได้ ไม่ได้จำกัดวงอยู่ที่ฝ่ายผลิตหรือซ่อมบำรุงเท่านั้น เช่น ฝ่ายบุคคลอยากได้ตู้ล็อคเกอร์แบบพิเศษที่สั่งทำเฉพาะของตนเองเท่านั้น สั่งทำขึ้นมาใหม่ตามแบบที่ตนเองกำหนด ความถี่ในการสั่งทำ นาน ๆ ครั้ง หรือสั่งครั้งเดียวแล้วจบเลย แก้ปัญหาเฉพาะกรณีแล้วจบไป การจ้างผลิตแบบรายครั้งโดยธรรมชาติราคาต่อชิ้นจะสูงกว่าผลิตในปริมาณมาก เนื่องจากผู้ขายมักจะต้องซื้อวัตถุดิบเพื่่อใช้งานเดียว และอุปกรณ์บางอย่างไม่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ หรือจะต้องซื้อด้วยปริมาณขั้นต่ำ ทำให้ค่าเฉลี่ยของต้นทุนจะสูงกว่านั่นเองค่ะ การสั่งงานเฉพาะกิจทั้งผู้ซื้อและผู้ขายอาจจะต้องใช้ความระมัดระวังในการทำความเข้าใจ scope ความต้องการของลูกค้า อนุมัติแบบให้ชัดเจนก่อนเริ่มลงมือทำ หรือได้รับอนุมัติใบสั่งซื้อ/งบประมาณเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพราะการสั่งทำครั้งเดียว หากทำผิดวัตถุประสงค์แล้วใช้งานไม่ได้ ปัญหาที่ตามมาคือ ผู้ขายเก็บเงินไม่ได้ หรือเก็บได้ช้า ผู้ซื้อไม่รับสินค้า คืนสินค้า หรือบ่ายเบี่ยงที่จะจ่าย  ดังนั้นหัวใจคือการอนุมัติแบบและออกใบสั่งซื้อให้เรียบร้อยนั่นเองค่ะ เพื่อเป็นการ safe แบบแพ็คคู่ ไม่ต้องเจ็บตัวหมู่นั่นเองค่ะ กรณีธรรมดา ๆ แบบนี้ เจ็บกันมามากต่อมากแล้ว ทำกันแบบไว้ใจ คุยอะไรง่าย ๆ พอเรื่องจบ ไม่ง่ายที่จบ รบกันไม่เลิกเลยทีเดียวล่ะค่ะ เรื่องเล็ก ๆ ที่ไม่ควรละเลยที่นำมาฝากกันวันนี้ค่ะ &#160;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><span class="dropcap ">M</span><span style="color: #333399;"><strong>ade to order</strong></span>  เป็นหนึ่งในรูปแบบของการรับจ้างผลิตงานของภาคอุตสาหกรรม  วันนี้จะมาเล่าให้ฟังกันค่ะ หมายถึงอะไร และทำอย่างไรกันค่ะ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ในภาคอุตสาหกรรมเราอาจจะแบ่งการจ้างทำออกเป็น 2 ลักษณะใหญ่ ๆ ด้วยกันนะคะ</p>
<p>1. การรับจ้างผลิตแบบรายครั้ง หรือ<strong><span style="color: #333399;"> Made to order</span></strong></p>
<p>2. การรับจ้างผลิตในปริมาณมากหรือ<strong><span style="color: #333399;"> Mass production</span></strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>วันนี้จะกล่าวถึงเฉพาะ<strong><span style="color: #333399;"> Made to order</span></strong> ก่อนแล้วกันนะคะ การผลิตแบบไหนบ้างที่เข้าลักษณะ <strong><span style="color: #333399;">Made to order</span> </strong>ยกตัวอย่างง่าย ๆ ให้พอเข้าใจดังนี้ค่ะ</p>
<ol>
<li>เครื่่องจักร หรืออุปกรณ์ที่ต้องการผลิตขึ้นมาใช้เเป็นการเฉพาะกิจสำหรับ Line การผลิต หรือเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดการทำงานก็เป็นได้ค่ะ  ลักษณะนี้มักเป็นของฝ่ายผลิต หรือซ่อมบำรุง คือสั่งงานเฉพาะ หรือสั่ง spare part มาเพื่อเปลี่ยนแทนเครื่องที่ไม่มี drawing สำหรับ spare part จึงเป็นการ copy งานเฉพาะหน้านั่นเองค่ะ</li>
<li>สิ่งที่ลูกค้าสั่งซื้ออาจจะนำไปใช้กับฝ่ายผลิต ซ่อมบำรุง หรือแผนกอื่น ๆ ก็ได้ ไม่ได้จำกัดวงอยู่ที่ฝ่ายผลิตหรือซ่อมบำรุงเท่านั้น เช่น ฝ่ายบุคคลอยากได้ตู้ล็อคเกอร์แบบพิเศษที่สั่งทำเฉพาะของตนเองเท่านั้น สั่งทำขึ้นมาใหม่ตามแบบที่ตนเองกำหนด</li>
<li>ความถี่ในการสั่งทำ นาน ๆ ครั้ง หรือสั่งครั้งเดียวแล้วจบเลย แก้ปัญหาเฉพาะกรณีแล้วจบไป</li>
<li>การจ้างผลิตแบบรายครั้งโดยธรรมชาติราคาต่อชิ้นจะสูงกว่าผลิตในปริมาณมาก เนื่องจากผู้ขายมักจะต้องซื้อวัตถุดิบเพื่่อใช้งานเดียว และอุปกรณ์บางอย่างไม่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ หรือจะต้องซื้อด้วยปริมาณขั้นต่ำ ทำให้ค่าเฉลี่ยของต้นทุนจะสูงกว่านั่นเองค่ะ</li>
<li>การสั่งงานเฉพาะกิจทั้งผู้ซื้อและผู้ขายอาจจะต้องใช้ความระมัดระวังในการทำความเข้าใจ scope ความต้องการของลูกค้า อนุมัติแบบให้ชัดเจนก่อนเริ่มลงมือทำ หรือได้รับอนุมัติใบสั่งซื้อ/งบประมาณเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพราะการสั่งทำครั้งเดียว หากทำผิดวัตถุประสงค์แล้วใช้งานไม่ได้ ปัญหาที่ตามมาคือ ผู้ขายเก็บเงินไม่ได้ หรือเก็บได้ช้า ผู้ซื้อไม่รับสินค้า คืนสินค้า หรือบ่ายเบี่ยงที่จะจ่าย  ดังนั้นหัวใจคือการอนุมัติแบบและออกใบสั่งซื้อให้เรียบร้อยนั่นเองค่ะ เพื่อเป็นการ safe แบบแพ็คคู่ ไม่ต้องเจ็บตัวหมู่นั่นเองค่ะ กรณีธรรมดา ๆ แบบนี้ เจ็บกันมามากต่อมากแล้ว ทำกันแบบไว้ใจ คุยอะไรง่าย ๆ พอเรื่องจบ ไม่ง่ายที่จบ รบกันไม่เลิกเลยทีเดียวล่ะค่ะ เรื่องเล็ก ๆ ที่ไม่ควรละเลยที่นำมาฝากกันวันนี้ค่ะ</li>
</ol>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://factoryguideline.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a-made-to-order-%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
