<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Factory Guideline &#187; ความรู้ด้านจัดซื้อ</title>
	<atom:link href="https://factoryguideline.com/tag/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%8b%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://factoryguideline.com</link>
	<description>factoryguideline.com ครบเครื่องเรื่องอุตสาหกรรม</description>
	<lastBuildDate>Tue, 15 Oct 2019 16:36:41 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=4.2.38</generator>
	<item>
		<title>Global volume คืออะไร</title>
		<link>https://factoryguideline.com/global-volume-%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3/</link>
		<comments>https://factoryguideline.com/global-volume-%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 22 Nov 2015 08:48:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[Nongluck Boonsook]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Purchasing Inside]]></category>
		<category><![CDATA[Global volume]]></category>
		<category><![CDATA[ความรู้ด้านจัดซื้อ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://factoryguideline.com/?p=2760</guid>
		<description><![CDATA[lobal volume สำหรับคนไทยอาจจะดูเป็นเรื่องไกลตัว เพราะเราแทบไม่ได้ใช้เลย  แต่หากเป็นบริษัทห้ามชาติคำว่า จะต้องได้ยินบ่อยมาก ๆ โดยเฉพาะนักจัดซื้อ เพราะเป็นโจทย์ที่จะต้องหาคำตอบกันทุกปีก็ได้ว่า อธิบายง่าย คือ บริษัทข้ามชาติจะมีสาขาทั่วโลก ในแต่ละสาขาหรือโรงงานของแต่ละประเทศนั้นย่อมต้องการวัตถุดิบสำหรับการผลิต ต่างหรือเหมือนกันขึ้นอยู่กับฐานการผลิตในแต่ละประเทศ ส่วนใหญ่มีความเป็นไปได้ที่จะได้สินค้าซ้ำกันบ้าง เพราะแนวโน้มจะทำตลาดในสินค้ากลุ่มเดียวกัน ดังนั้น ผู้บริหารที่อยู่สำนักงานใหญ่ในต่างประเทศก็จะเล็งเห็นว่า ในแต่ละประเทศควรจะต้องมีการวางแผนการจัดซื้อวัตถุดิบ บริการ หรืออะไรก็แล้วแต่ที่จะต้องซื้อ จะต้องจ่ายเงิน เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วก็จับความต้องการทั้งหมดมารวมกันซะเลย เพื่อสร้างอำนาจต่อรองกับคู่ค้าให้ลดราคาลงมา พัฒนาการบริการให้ดีขึ้น ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่น บริษัทในเครือทั้งหมดต้องการอลูมิเนียมทั่วโลกของทุกสาขา 10,000 ตันต่อปี โดยอาจจะพิจารณาย่อยตามรายการ แต่สุดท้ายก็จะดูภาพรวมของการซื้อทั่วโลก เพื่อต่อรองราคากับผู้ขายให้ลดราคาเป็นรายปี หรือทุกครั้งที่มีการต่อสัญญา เมื่อมีการซื้อสินค้าก็จะต้องมีการขนส่ง บริการเรื่องขนส่ง หรือ freight forwarder ก็เป็นอีกหัวข้อหนึ่งที่นำมาพิจารณาเป็น global volume ได้เพราะบริการนี้จะผันไปตามวัตถุดิบที่ต้องการหรือเติบโตตามธุรกิจนั่นเอง การสื่อสารระหว่างประเทศ การพิจารณาถึงเทคโนโลยีที่ทันสมัยขึ้น แต่ถูกลง จะช่วยอำนวยความสะดวกให้ธุรกิจมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่จ่ายน้อยลงด้วยการใช้หลักการ global volume มาต่อรองและด้วยเทคโนโลยีทีเปลี่ยนไปนั่นเองค่ะ ระบบกระจ่ายสินค้า เมื่อ demand เพิ่ม ระบบกระจายสินค้าในแต่ละผู้ผลิตให้ทันกับความต้องการจะมีผลตามมาทันที ข้อนี้จะไปสอดคล้องกับเรื่อง freight forwarder โดยบริการอาจจะรวมหรือแยกขึ้นอยู่กับแต่ละองค์กรจะพิจารณา ยกตัวอย่างมาหลายกรณีแล้ว หวังว่าเพื่อน ๆ คงมองภาพ คำว่า global volume กันออกมากขึ้น และสามารถปรับนำไปใช้ให้เหมาะสมกับองค์กรได้เช่นกันค่ะ เราก็ทำกันเองในประเทศได้ แต่ปรับหน่อยเท่านั้นเองค่ะ &#160;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><span style="color: #0000ff;"><span style="color: #000000;"><span style="color: #0000ff;"><strong><span class="dropcap dropcap3 "><span style="color: #0000ff;">G</span></span>lobal volume</strong></span></span></span> สำหรับคนไทยอาจจะดูเป็นเรื่องไกลตัว เพราะเราแทบไม่ได้ใช้เลย  แต่หากเป็นบริษัทห้ามชาติคำว่า จะต้องได้ยินบ่อยมาก ๆ โดยเฉพาะนักจัดซื้อ เพราะเป็นโจทย์ที่จะต้องหาคำตอบกันทุกปีก็ได้ว่า อธิบายง่าย คือ บริษัทข้ามชาติจะมีสาขาทั่วโลก ในแต่ละสาขาหรือโรงงานของแต่ละประเทศนั้นย่อมต้องการวัตถุดิบสำหรับการผลิต ต่างหรือเหมือนกันขึ้นอยู่กับฐานการผลิตในแต่ละประเทศ ส่วนใหญ่มีความเป็นไปได้ที่จะได้สินค้าซ้ำกันบ้าง เพราะแนวโน้มจะทำตลาดในสินค้ากลุ่มเดียวกัน ดังนั้น ผู้บริหารที่อยู่สำนักงานใหญ่ในต่างประเทศก็จะเล็งเห็นว่า ในแต่ละประเทศควรจะต้องมีการวางแผนการจัดซื้อวัตถุดิบ บริการ หรืออะไรก็แล้วแต่ที่จะต้องซื้อ จะต้องจ่ายเงิน เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วก็จับความต้องการทั้งหมดมารวมกันซะเลย เพื่อสร้างอำนาจต่อรองกับคู่ค้าให้ลดราคาลงมา พัฒนาการบริการให้ดีขึ้น ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่น</p>
<ul style="text-align: justify;">
<li>บริษัทในเครือทั้งหมดต้องการอลูมิเนียมทั่วโลกของทุกสาขา 10,000 ตันต่อปี โดยอาจจะพิจารณาย่อยตามรายการ แต่สุดท้ายก็จะดูภาพรวมของการซื้อทั่วโลก เพื่อต่อรองราคากับผู้ขายให้ลดราคาเป็นรายปี หรือทุกครั้งที่มีการต่อสัญญา</li>
<li>เมื่อมีการซื้อสินค้าก็จะต้องมีการขนส่ง บริการเรื่องขนส่ง หรือ freight forwarder ก็เป็นอีกหัวข้อหนึ่งที่นำมาพิจารณาเป็น <span style="color: #0000ff;">global volume</span> ได้เพราะบริการนี้จะผันไปตามวัตถุดิบที่ต้องการหรือเติบโตตามธุรกิจนั่นเอง</li>
<li>การสื่อสารระหว่างประเทศ การพิจารณาถึงเทคโนโลยีที่ทันสมัยขึ้น แต่ถูกลง จะช่วยอำนวยความสะดวกให้ธุรกิจมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่จ่ายน้อยลงด้วยการใช้หลักการ <span style="color: #0000ff;">global volume</span> มาต่อรองและด้วยเทคโนโลยีทีเปลี่ยนไปนั่นเองค่ะ</li>
<li>ระบบกระจ่ายสินค้า เมื่อ demand เพิ่ม ระบบกระจายสินค้าในแต่ละผู้ผลิตให้ทันกับความต้องการจะมีผลตามมาทันที ข้อนี้จะไปสอดคล้องกับเรื่อง freight forwarder โดยบริการอาจจะรวมหรือแยกขึ้นอยู่กับแต่ละองค์กรจะพิจารณา</li>
</ul>
<p style="text-align: justify;">ยกตัวอย่างมาหลายกรณีแล้ว หวังว่าเพื่อน ๆ คงมองภาพ คำว่า <span style="color: #0000ff;">global volume</span> กันออกมากขึ้น และสามารถปรับนำไปใช้ให้เหมาะสมกับองค์กรได้เช่นกันค่ะ เราก็ทำกันเองในประเทศได้ แต่ปรับหน่อยเท่านั้นเองค่ะ</p>
<p style="text-align: justify;">
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://factoryguideline.com/global-volume-%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
