<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Factory Guideline &#187; Localization</title>
	<atom:link href="https://factoryguideline.com/tag/localization/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://factoryguideline.com</link>
	<description>factoryguideline.com ครบเครื่องเรื่องอุตสาหกรรม</description>
	<lastBuildDate>Tue, 15 Oct 2019 16:36:41 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=4.2.38</generator>
	<item>
		<title>เทคนิคการลดต้นทุนด้วยการทำ localization</title>
		<link>https://factoryguideline.com/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%81-3/</link>
		<comments>https://factoryguideline.com/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%81-3/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 10 Jul 2017 16:13:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[Nongluck Boonsook]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Material Looking]]></category>
		<category><![CDATA[Purchasing Inside]]></category>
		<category><![CDATA[Localization]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://factoryguideline.com/?p=3677</guid>
		<description><![CDATA[ocalization เพื่อนๆ คงเริ่มคุ้นเคยกับการทำ กันไปแล้วนะคะ ทีนี้มาดูวิธีการลงมือทำให้เห็นผลการลดต้นทุนกันบ้างค่ะ ว่าของจริงทำกันอย่างไรกัน สมมติว่า บริษัท A นำเข้าเคมีชนิดหนึ่งจากต่างประเทศ และบริษัทดังกล่าวก็มีสาขาอยู่ในประเทศไทย และมีความพร้อมที่จะพัฒนาการผลิตสินค้าตัวดังกล่าวด้วยเช่นกัน แต่อาจจะยังไม่เคยผลิต เนื่องจากเป็นชนิดที่บริษัทแม่ขายตรงให้กับบริษัท A กรณีแบบนี้มีเกิดขึ้นบ่อย และ Project แบบนี้จะสำเร็จได้จัดซื้อต้องเข้มแข็ง และผู้บริหารต้องสนับสนุนในการต่อรองกับ supplier ดังกล่าว เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกค้ามีทางเลือกที่จะทำ Localize ได้ โดยไม่เปิดกั้นจนเกินไป อย่างไรก็ตาม การทำ project ลักษณะนี้ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมาก เพราะหากเป็นวัตถุดิบสำคัญ เช่น เคมี น้ำมัน หรือแม้จะเป็นวัตถุดิบอื่นที่มีสาระสำคัญของการผลิต ควรจะต้องมีขั้นตอนดังนี้ กำหนดทีมงานรับผิดชอบทั้งฝ่ายผู้ซื้อและตัวแทนผลิตในประเทศ Trial plan หรือแผนการทดลอง มีจำนวน Lot และระยะเวลาที่เหมาะสมหรือตามมาตรฐานที่บริษัทหรือลูกค้ากำหนดไว้ เพื่อสร้างความมั่นใจในช่วงเปลี่ยนผ่านจะไม่มีปัญหา Validate scope หรือหัวข้อที่ใช้ในการพิจารณาอนุมัติผลการผลิตของแหล่งทดแทนต้องมีกฎเกณฑ์ชัดเจน พูดง่าย ๆ ว่า ต้องเปรียบเทียบ specification แบบรายการต่อรายการ ห้ามพลาดกันเลยค่ะ ข้อนี้สำคัญมาก ถ้าพลาดอาชีพจัดซื้อคุณจบเลยนะ ตกม้าตายเลยทีเดียวล่ะค่ะ project แบบนี้ท้าท้ายค่ะ แต่ต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง ต้องมีแผนสำรอง สต็อกเดิมยังต้องมีอยู่บ้าง เผื่อแผนฉุกเฉิน จนกว่าจะมั่นใจ หรืออาจจะปรับทีละ Line การผลิต โดยแยก Lot ให้ขัดเจน ผลการ Trail ควรเทียบเคียงด้วย Lab หรือผลที่อ้างอิงได้ขัดเจน เช่น graph ที่แสดงผลของแต่ละผลิตภัณฑ์ที่สามารถสร้างความมั่นใจกับทีมงานและลูกค้าได้ และข้อที่ลืมไม่ได้กันเลยทีเดียวคือ ควรจะต้องแจ้งให้ลูกค้าทราบ หากวัตถุดิบดังกล่าวมีข้อตกลงกับลูกค้าที่จะต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลง หรือเคมีดังกล่าวกระทบกับ product ลูกค้าในภายหลัง ท้ายสุดหากทุกอย่างเป็นไปตามแผน อย่าลืมคำนวณ saving ที่เกิดขึ้นจริง ได้ผลเหมือนกับที่เราทำงบประมาณไว้หรือไม่ เพื่อจะได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ไว้ทำ localize วัตถุดิบชนิดอื่นต่อไปค่ะ]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><span class="dropcap ">L</span><strong><span style="color: #ff6600;">ocalization</span></strong> เพื่อนๆ คงเริ่มคุ้นเคยกับการทำ กันไปแล้วนะคะ ทีนี้มาดูวิธีการลงมือทำให้เห็นผลการลดต้นทุนกันบ้างค่ะ ว่าของจริงทำกันอย่างไรกัน</p>
<p style="text-align: justify;">สมมติว่า บริษัท A นำเข้าเคมีชนิดหนึ่งจากต่างประเทศ และบริษัทดังกล่าวก็มีสาขาอยู่ในประเทศไทย และมีความพร้อมที่จะพัฒนาการผลิตสินค้าตัวดังกล่าวด้วยเช่นกัน แต่อาจจะยังไม่เคยผลิต เนื่องจากเป็นชนิดที่บริษัทแม่ขายตรงให้กับบริษัท A กรณีแบบนี้มีเกิดขึ้นบ่อย และ Project แบบนี้จะสำเร็จได้จัดซื้อต้องเข้มแข็ง และผู้บริหารต้องสนับสนุนในการต่อรองกับ supplier ดังกล่าว เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกค้ามีทางเลือกที่จะทำ <strong><span style="color: #ff6600;">Localize</span> </strong>ได้ โดยไม่เปิดกั้นจนเกินไป</p>
<p style="text-align: justify;"><img class="aligncenter size-medium wp-image-3048" src="http://factoryguideline.com/wp-content/uploads/2016/03/shutterstock_274827698-300x200.jpg" alt="shutterstock_274827698" width="300" height="200" /></p>
<p style="text-align: justify;">อย่างไรก็ตาม การทำ project ลักษณะนี้ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมาก เพราะหากเป็นวัตถุดิบสำคัญ เช่น เคมี น้ำมัน หรือแม้จะเป็นวัตถุดิบอื่นที่มีสาระสำคัญของการผลิต ควรจะต้องมีขั้นตอนดังนี้</p>
<ol>
<li style="text-align: justify;">กำหนดทีมงานรับผิดชอบทั้งฝ่ายผู้ซื้อและตัวแทนผลิตในประเทศ</li>
<li style="text-align: justify;">Trial plan หรือแผนการทดลอง มีจำนวน Lot และระยะเวลาที่เหมาะสมหรือตามมาตรฐานที่บริษัทหรือลูกค้ากำหนดไว้ เพื่อสร้างความมั่นใจในช่วงเปลี่ยนผ่านจะไม่มีปัญหา</li>
<li style="text-align: justify;">Validate scope หรือหัวข้อที่ใช้ในการพิจารณาอนุมัติผลการผลิตของแหล่งทดแทนต้องมีกฎเกณฑ์ชัดเจน พูดง่าย ๆ ว่า ต้องเปรียบเทียบ specification แบบรายการต่อรายการ ห้ามพลาดกันเลยค่ะ ข้อนี้สำคัญมาก ถ้าพลาดอาชีพจัดซื้อคุณจบเลยนะ ตกม้าตายเลยทีเดียวล่ะค่ะ project แบบนี้ท้าท้ายค่ะ แต่ต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง</li>
<li style="text-align: justify;">ต้องมีแผนสำรอง สต็อกเดิมยังต้องมีอยู่บ้าง เผื่อแผนฉุกเฉิน จนกว่าจะมั่นใจ หรืออาจจะปรับทีละ Line การผลิต โดยแยก Lot ให้ขัดเจน</li>
<li style="text-align: justify;">ผลการ Trail ควรเทียบเคียงด้วย Lab หรือผลที่อ้างอิงได้ขัดเจน เช่น graph ที่แสดงผลของแต่ละผลิตภัณฑ์ที่สามารถสร้างความมั่นใจกับทีมงานและลูกค้าได้</li>
<li style="text-align: justify;">และข้อที่ลืมไม่ได้กันเลยทีเดียวคือ ควรจะต้องแจ้งให้ลูกค้าทราบ หากวัตถุดิบดังกล่าวมีข้อตกลงกับลูกค้าที่จะต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลง หรือเคมีดังกล่าวกระทบกับ product ลูกค้าในภายหลัง</li>
<li style="text-align: justify;">ท้ายสุดหากทุกอย่างเป็นไปตามแผน อย่าลืมคำนวณ saving ที่เกิดขึ้นจริง ได้ผลเหมือนกับที่เราทำงบประมาณไว้หรือไม่ เพื่อจะได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ไว้ทำ <span style="color: #ff6600;">localize</span> วัตถุดิบชนิดอื่นต่อไปค่ะ</li>
</ol>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://factoryguideline.com/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%81-3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Localization หมายถึงอะไรในงานด้านจัดซื้อ?</title>
		<link>https://factoryguideline.com/localization-%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99/</link>
		<comments>https://factoryguideline.com/localization-%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 10 Jul 2017 15:59:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[Nongluck Boonsook]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[Material Looking]]></category>
		<category><![CDATA[Purchasing Inside]]></category>
		<category><![CDATA[Localization]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://factoryguideline.com/?p=3666</guid>
		<description><![CDATA[ocalization ถ้าแปลกันตรงตัวหมายถึงการ จำกัดพื้นที่ จำกัดขอบเขต เพื่อน ๆ อาจจะนึกไม่ออกว่าจะเกี่ยวข้องกับงานจัดซื้ออย่างไร  ไม่ใช่เรื่องแปลกที่หากเพื่อน ๆ ที่ทำงานเฉพาะจัดซื้อในประเทศจะไม่คุ้นเคยกันค่ะ เพราะคำว่า Localize, localization จะใช้กับงานที่เกี่ยวเนื่องกับการซื้อสินค้าจากต่างประเทศนั่นเองค่ะ อย่างไรล่ะ? ยกตัวอย่างให้เห็นง่าย ๆ แล้วกันนะคะ เช่น เราซื้อวัตถุดิบบางชนิดจากต่างประเทศ เพื่อมาผลิต หรือขายในประเทศ ซึ่งการนำเข้าจากต่างประเทศย่อมจะมีค่าใช้จ่ายหลายอย่าง นับจากค่าวัตถุดิบ ค่าพิธีการศุลกากร ค่าขนส่งสินค้า ค่าขนส่งไปยังปลายทาง ค่าประกันภัย  เป็นต้น ค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะถูกนำมารวมเป็นต้นทุนสินค้าทั้งหมด รวม ๆ ย่อมเป็นต้นทุนที่ไม่น้อยเลยทีเดียว จากค่าใช้จ่ายเบื้องต้นหากประเทศผู้นำเข้าสามารถหาวัตถุดิบหรือวัสดุที่ผลิตเองจากในประเทศได้จะช่วยให้สามารถลดค่าใช้จ่ายได้มากเลยทีเดียวค่ะ  หรือจะพูดอีกนัยหนึ่งก็คือการเน้นการพึ่งพาตัวเอง จากเดิมนำเข้ามาขาย นำเข้ามาผลิต เป็นการหาทางพึ่งพาตัวเองด้วยการผลิตเองในประเทศ หรือจากเดิมนำเข้ามาขาย ก็อาจจะนำเข้าวัตถุดิบที่ถูกลงแล้วมาผลิตเอง  วัตถุประสงค์หลักก็คือลดต้นทุนสินค้านั่นเองค่ะ นั่นจึงเป็นที่มาของการทำ localize ในหลาย ๆ ธุรกิจค่ะ ลักษณะธุรกิจแบบใดที่สามารถใช้วิธีการ localize มาช่วยได้บ้าง มาดูตัวอย่างกันนะคะ ผู้ผลิตที่นำเข้าวัตถุดิบ อาจจะเลือกวัตถุดิบทดแทน หรือใกล้เคียงที่สามารถผลิตได้ในประเทศทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศ ผู้จัดจำหน่าย หรือ Trading อาจจะปรับวิธีการเช่นการนำสินค้าเข้ามาขาย เป็นการหาแหล่งผลิตในประเทศ การพัฒนาแหล่งผลิตในประเทศให้ทัดเทียมสินค้านำเข้า โดยยังคงนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศหรือใช้แหล่งจากในประเทศ จากตัวอย่างข้างต้นจะเห็นว่าสามารถทำได้หลายวิธี แต่ทุกวิธีนำไปสู่การลดต้นทุนการผลิต หรือต้นทุนทางการค้าทั้งสิ้น สุดท้ายประโยชน์จะตกอยู่กับผู้ค้าและผู้บริโภคนั่นเองค่ะ]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><span class="dropcap dropcap1 ">L</span><strong><span style="color: #003366;">ocalization </span></strong>ถ้าแปลกันตรงตัวหมายถึงการ จำกัดพื้นที่ จำกัดขอบเขต เพื่อน ๆ อาจจะนึกไม่ออกว่าจะเกี่ยวข้องกับงานจัดซื้ออย่างไร  ไม่ใช่เรื่องแปลกที่หากเพื่อน ๆ ที่ทำงานเฉพาะจัดซื้อในประเทศจะไม่คุ้นเคยกันค่ะ เพราะคำว่า <strong><span style="color: #800080;">Localize, localization</span> </strong>จะใช้กับงานที่เกี่ยวเนื่องกับการซื้อสินค้าจากต่างประเทศนั่นเองค่ะ</p>
<h3 style="text-align: justify;"><span style="color: #000080;"><strong>อย่างไรล่ะ?</strong></span></h3>
<p style="text-align: justify;">ยกตัวอย่างให้เห็นง่าย ๆ แล้วกันนะคะ เช่น เราซื้อวัตถุดิบบางชนิดจากต่างประเทศ เพื่อมาผลิต หรือขายในประเทศ ซึ่งการนำเข้าจากต่างประเทศย่อมจะมีค่าใช้จ่ายหลายอย่าง นับจากค่าวัตถุดิบ ค่าพิธีการศุลกากร ค่าขนส่งสินค้า ค่าขนส่งไปยังปลายทาง ค่าประกันภัย  เป็นต้น ค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะถูกนำมารวมเป็นต้นทุนสินค้าทั้งหมด รวม ๆ ย่อมเป็นต้นทุนที่ไม่น้อยเลยทีเดียว</p>
<p style="text-align: justify;">จากค่าใช้จ่ายเบื้องต้นหากประเทศผู้นำเข้าสามารถหาวัตถุดิบหรือวัสดุที่ผลิตเองจากในประเทศได้จะช่วยให้สามารถลดค่าใช้จ่ายได้มากเลยทีเดียวค่ะ  หรือจะพูดอีกนัยหนึ่งก็คือการเน้นการพึ่งพาตัวเอง จากเดิมนำเข้ามาขาย นำเข้ามาผลิต เป็นการหาทางพึ่งพาตัวเองด้วยการผลิตเองในประเทศ หรือจากเดิมนำเข้ามาขาย ก็อาจจะนำเข้าวัตถุดิบที่ถูกลงแล้วมาผลิตเอง  วัตถุประสงค์หลักก็คือลดต้นทุนสินค้านั่นเองค่ะ นั่นจึงเป็นที่มาของการทำ <strong><span style="color: #800080;">localize </span></strong>ในหลาย ๆ ธุรกิจค่ะ</p>
<p style="text-align: justify;"><img class="aligncenter size-medium wp-image-3147" src="http://factoryguideline.com/wp-content/uploads/2016/03/shutterstock_234929116-300x200.jpg" alt="shutterstock_234929116" width="300" height="200" /></p>
<p style="text-align: justify;">ลักษณะธุรกิจแบบใดที่สามารถใช้วิธีการ <strong><span style="color: #800080;">localize </span></strong>มาช่วยได้บ้าง มาดูตัวอย่างกันนะคะ</p>
<ol style="text-align: justify;">
<li>ผู้ผลิตที่นำเข้าวัตถุดิบ อาจจะเลือกวัตถุดิบทดแทน หรือใกล้เคียงที่สามารถผลิตได้ในประเทศทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศ</li>
<li>ผู้จัดจำหน่าย หรือ Trading อาจจะปรับวิธีการเช่นการนำสินค้าเข้ามาขาย เป็นการหาแหล่งผลิตในประเทศ</li>
<li>การพัฒนาแหล่งผลิตในประเทศให้ทัดเทียมสินค้านำเข้า โดยยังคงนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศหรือใช้แหล่งจากในประเทศ</li>
</ol>
<p style="text-align: justify;">จากตัวอย่างข้างต้นจะเห็นว่าสามารถทำได้หลายวิธี แต่ทุกวิธีนำไปสู่การลดต้นทุนการผลิต หรือต้นทุนทางการค้าทั้งสิ้น สุดท้ายประโยชน์จะตกอยู่กับผู้ค้าและผู้บริโภคนั่นเองค่ะ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://factoryguideline.com/localization-%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
